เขียนเป็นภาษาไทย (Written in Thai)

You are currently browsing the archive for the เขียนเป็นภาษาไทย (Written in Thai) category.

ขณะหนึ่งในอนันตกาล

เธอเพียงผงฝุ่นในแกนแห่งเวลา
เวลา, ซ้ายไม่สิ้นสุดขวาไม่รู้จบ
เธอ, แค่ส่วนเสี้ยว เกิดมาและต้องตาย
เท่าที่ผมรู้
เธอเพียงผงฝุ่น, มหัศจรรย์งดงามที่สุดในแกนแห่งเวลา

-ณัฐ, วันแม่(คนอื่น)ที่ทำให้ผมคิดถึงแม่ผมด้วย

วันนี้ไปนั่งสัปงกในโรงหนังอีกครั้ง
ไปดูเรื่อง “G.I. Joe: The Rise of Cobra” ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเนื้อเรื่องอยู่แล้ว
แค่อยากดู อาวุธสงครามใหม่ ๆ หรือฉาก Action มัน ๆ แต่มันไม่สนุกมากจนทำให้เราหลับได้
ออกจากโรงหนังก็ตรงไป Kinokuniya เลย เพราะอยากอ่าน Rilke มาก
กะว่าจะซื้อ Rilke เล่มเดียว แต่ได้มาสามเล่มเลย เป็นเล่มใหม่ไม่เคยอ่านสองเล่มคือ
Fantastic Tales, Edited by Italo Calvino กับ
Rainer Maria Rilke New Poems, Selected and Translated by Edward Snow
และที่เคยอ่านแล้ว แต่ให้เพื่อนยืมอ่านแล้วมันก็หายไปเลยหนึ่งเล่ม แต่อยากอ่านอีก
Haruki Murakami’s A Wild Sheep Chase (ระยะหลังมานี้ให้หนังสือเพื่อนยืม
ไม่ค่อยมีใครเอามาคืนแต่ก็เอาเถอะ ถือว่าให้เป็นของขวัญ)

ตอนเช้าผมตื่นมาอ่านหนังสือชื่อ Proust and the Squid ของ Maryanne Wolf อยู่ดี ๆ ก็อยากดูหนัง อยู่ดี ๆ ก็อยากอ่าน Rilke แต่พอได้ Rilke มาก็อ่านไปได้แค่บทเดียว อยู่ก็อยากเขียนอะไรสักอย่างลงบล็อก พอเขียนไปนิดหนึ่ง ก็อยากอ่าน Proust and the Squid ต่อ ชีวิตไร้โฟกัสจริง ๆ อย่างที่มีคนเคยบอกว่า “Too many things == nothing” ไปอ่านหนังสือต่อดีกว่า

แถมให้อ่านเจอใน Proust and the Squid

“We feel quite truly that our wisdom begins where that of the author ends, and we would like to have him give us answers, while all he can do is give us desires. And these desires he can arouse in us only by making us contemplate the supreme beauty which the last effort of his art has permitted him to reach. But by…a law which perhaps signifies that we can receive the truth from nobody, and that we must create it ourselves, that which is the end of their wisdom appears to us but the beginning of ours.”

Marcel Proust

อยากได้ Duino Elegies ประเทศนี้ไม่มีขาย T-T

รักครั้งแล้วครั้งเล่า

แล้วเวลานั้นจะมาถึง
เมื่อ, พร้อมความปิติยินดี
เธอจะกล่าวทักทายการมาถึงของตัวเธอเอง
ที่ประตูของเธอ, ในกระจกเงาของเธอ
และทั้งสองยิ้มต้อนรับให้แก่กันและกัน

และเอ่ยว่า, นั่งนี้สิ, ทานสิ
และเธอจะมีรักอีกครั้งกับคนแปลกหน้าซึ่งก็คือตัวเธอเอง.
ให้ไวน์, ให้ขนมปัง, ให้หัวใจของเธอคืนไป
แก่เธอเอง, แก่คนแปลกหน้าที่รักเธอ

ชั่วชีวิตเธอ, ผู้ที่เธอละเลย
เพื่อผู้อื่น, ผู้ที่รู้จักเธอถึงดวงใจ
เอาจดหมายรักที่อยู่ในชั้นหนังสือลงมา,

ภาพถ่าย, บันทึกอันหม่นหมอง
ลอกภาพเธอออกจากกระจกเงา
นั่งก่อน, เฉลิมฉลองกับชีวิตของเธอ

เดเร็ค วอล์คอตต์

ผมแปลอาจจะไม่ตรงเท่าไรแต่ผมก็ชอบ แปลเองชอบเองอ่านเอง รสนิยมดีเลิศ =P

Tags:

Who knows what I want to do? Who knows what anyone wants to do? How can you be sure about something like that? Isn’t it all a question of brain chemistry, signals going back and forth, electrical energy in the cortex? How do you know whether something is really what you want to do or just some kind of nerve impulse in the brain. Some minor little activity takes place somewhere in this unimportant place in one of the brain hemispheres and suddenly I want to go to Montana or I don’t want to go to Montana.


White Noise, Don DeLillo

ช่วงนี้อ่านหนังสือชื่อ “How we decide” เขียนโดย Jonah Lehrer คนเขียน “Proust was a neuroscientist “ ได้รู้ได้คิดอะไรเยอะ แต่มันยังชัดเจนและเยอะเกินไปต้องรอย่อยอีกสักพักใหญ่ถึงจะเขียนสิ่งที่คิดสิ่งที่ตีความได้

Tags: , ,

“เราไม่มีร่างกาย เราคือร่างกาย”

ก่อนหน้าวอลต์ วิตแมน(Walt Whitman)จะตีพิมพ์ “Leaves of Grass” นักปราชญ์นักคิดส่วนมากจะแยกมนุษย์ออกเป็นสองส่วนคือร่างกายและวิญญาณ หนึ่งในนั้นที่เราคุ้นหูหรือได้ยินกันบ่อย ๆ คือสิ่งที่เรอเน เดส์การตส์พูดไว้ “Cogito, ergo sum” หรือ “I think, therefore I am” เดส์การตส์แบ่งมนุษย์เป็นสองส่วนคือจิตวิญญาณ(a holy soul) และร่างกาย(a mortal carcass) โดย “วิญญาณ” คือส่วนที่ควบคุมพฤติกรรม แหล่งกำเนิดความมีเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ ทุกอย่าง ๆ ที่ดี ส่วน “ร่างกาย” นั้นเป็นเพียงเครื่องจักรที่หลั่งเลือดได้ แต่วิตแมนกลับเห็นว่าวิญญาณและร่างกายนั้นไม่สามารถแบ่งแยกได้ หากแต่ทุกสิ่งนั้นต่อเนื่องกัน กายและจิตเป็นสิ่งเดียวกัน “ถ้าเฆี่ยนร่างคน ก็คือเฆี่ยนวิญญาณคนด้วย” อย่างไรก็ตามพิจารณาดูจริง ๆ ปัจจุบันสังคมในส่วนใหญ่ยังคงถูกอิทธิพลของยุควิคติเรียของตะวันตกครอบงำอยู่ สังคมยังเซ็นเซอร์ความเป็นธรรมชาติอยู่

Tags: ,

Michael Mann ผู้กำกับ Public Enemies (The Insider, Heat) ให้ Neville Brody (Research Studios) ออกแบบตัวหนังสือของหนังเรื่อง Public Enemies

**

สังเกตว่า Kerning ของโปสเตอร์จะชิดกว่า Kerning ของ Title Sequence จากบทสัมภาษณ์ของ Jeff Knowles ซึ่งออกแบบ typeface นี้ร่วมกับ Neville Brody ให้เหตุผลว่าด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาในการอ่าน Title Sequence ซึ่งคนอ่านจะมีเวลาน้อยมากดังนั้นต้องทำให้อ่านง่ายมาก ๆ เป็นผลให้ตัวอักษรต้องมีขนาดบางกว่าและ Kerning ห่างกว่า แบบตัวอักษรที่ใช้ในโปสเตอร์ที่หนากว่าและ Kerning ชิดกว่า

ลิงค์ที่น่าสนใจ

** Images from Visual Mente blog.

We fell into a special mood on those nights off the Zinc Cliffs: gay, but with a touch of suspense, as if inside our skulls, instead of the brain, we felt a fish, floating, attracted by the Moon. And so we navigated, playing and singing. The Captain’s wife played the harp; she had very long arms, silvery as eels on those nights, and armpits as dark and mysterious as sea urchins; and the sound of the harp was sweet and piercing, so sweet and piercing it was almost unbearable, and we were forced to let out long cries, not so much to accompany the music as to protect our hearing from it.

from “The Distance of the Moon”

เมื่อวานผมได้หนังสือรวมเรื่องสั้นในชุด “Cosmicomics” ครบทุกเรื่องของ”อิตาโล คัลวิโน่”มา ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีเรื่องที่แปลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก 7 เรื่องแปลโดย Martin McLaughlin รวมกับ “Cosmicomics” และ “T zero” (หรือ Time and The Hunter) ที่ William Weaver แปลและรวมกับ 4 เรื่องที่ Tim Parks แปลจาก “Numbers in the dark and other stories” ซึ่งรวมเรื่องสั้นชุดนี้เป็นเรื่องสั้นเชิงทดลองของคัลวิโน่ ที่ผมประทับใจคือพระเอกหลายเรื่องในเล่มนี้ชื่อกวนตีนมาก ชื่อ “Qfwfq” ซึ่งอ่านออกเสียงไม่ได้ถ้าให้แปลเป็นไทยคงจะแปลได้ว่า “ๆดไดๆ” หรือ “ฟหกหฟ” อะไรประมาณนี้ ส่วนตัวเรื่องก็จะแปลก ๆ เหมือนพวกการ์ตูนเว่อร์ ๆ แต่มีหลักวิทยาศาสตร์ปนตัวอย่างเช่นเรื่อง “ระยะห่างของดวงจันทร์” เป็นเรื่องที่เอาหลักของแรงโน้มถ่วงมาเล่น ระหว่างแรงดึงดูดของดวงจันทร์และโลก ความรักความอิจฉาความหึงหวง ฯลฯ จะเล่าตอนเริ่มของเรื่องให้ฟัง “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ดวงจันทร์ยังอยู่ใกล้โลกมาก ๆ เวลาที่ดวงจันทร์ลอยมาใกล้ผาสังกะสีจะเป็นตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกมากที่สุด แล้วตอนนั้นพวก Qfwfq กัปตัน Vhd Vhd เมียกัปตัน ญาติหูหนวกของ Qfwfq และ little Xlthlx จะลอยเรือมาใต้ดวงจันทร์แล้วพาดบันไดแล้วปีนไปดวงจันทร์เพื่อไปเก็บนมที่ดวงจันทร์ ที่ตลกก็คือพวกเขาสามารถลอยได้ถ้าอยู่ในตำแหน่งสมดุลของแรงดึงดูดระหว่างดวงจันทร์กับโลก สนุกดีน่ารักดี คัลวิโน่บรรยายเก่งมากเห็นภาพเป็นการ์ตูนเลย

I still look for her as soon as the first sliver appears in the sky, and the more it waxes, the more clearly I imagine I can see her, her or something of her, but only her, in a hundred, a thousand different vistas, she who makes the Moon the Moon and, whenever she is full, sets the dogs to howling all night long, and me with them.

also from “The Distance of the Moon”

จะว่ากันตรง ๆ แล้วแม้ว่า “Cosmicomics” ไม่สนุกและไม่โด่งดังเท่านิยายไตรภาค”Our Ancestors” หรือนิยายที่เป็นแรงบันดาลใจของในเหล่าสถาปนิก-นักออกแบบอย่าง “Invisible Cities” หรือนิยายที่เป็นชิ้นเอกที่โคตรสนุกและกวนตีนของเขาคือ “If on a Winter’s Night a Traveller” (เล่มนี้มีแปลไทยชื่อ “หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง” ซึ่ง “หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาวฯ” เป็นหนังสือที่ผมรักมากที่สุดเล่มหนึ่ง) แต่แฟนคัลวิโน่อย่างผมก็ดีใจที่ได้เห็นหนังสือเล่มใหม่(ปกแข็ง)ของคัลวิโล่ที่ว่างขายที่ชั้นหนังสือในช่วงชีิวิตการอ่านของผม =D

ปล. เรื่อง “The Distance of the Moon” น่ารักจนมีคนเอาไปแต่งเพลง, มีคนเอาไปทำเป็นเกม เกมน่ารักมากมี 9 ending, มีคนเอาไปทำ Thesis ด้วยเป็น Animation มีหลายคนหลาย Version.

Tags: , , ,