— Random Thoughts

วันศุกร์: เข้าสมาคมฯ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผม ปอมและดกเดินสายประชาสัมพันธ์ทริป “ปั่นตะลุย” ไปบอกเพื่อนๆ ที่ปั่นในสวนเบญจกิตติ ผมนัดกับ “หมี” ที่สวนเบญจกิตติว่าจะมาแจมปั่นด้วยแต่สุดท้ายไม่ได้ปั่นเพราะต้องรีบไป “สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย” เพื่อไปดูว่าเขาจัดทริปกันยังไงบ้าง ประเด็นคือได้รู้ข่าวจากหมีว่าชาวอะเดย์จะปั่นจักรยานจากอะเดย์ไปบางปูพรุ่งนี้ ผมหันไปตามปอม “เฮ้ย เขาจะปั่นไปบางปูกันพรุ่งนี้ไปปะ?” “ไปดิ” “เจอกัน 7 โมงนะครับ”

จากนั้นผมกับปอมก็ปั่นจากสวนเบญจกิตติไป “สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย” เราไปถึงก่อนเวลานัดที่ทางสมาคมฯ ประกาศไว้ทางเว็บครึ่งชั่วโมง ตอนไปถึงคนน้อยมากผมกับปอมก็เขินๆ แต่ผมก็ทำใจกล้าหน้าด้านเดินไปคุยกับคนที่นั่งอยู่หน้าสมาคมฯ “เดี๋ยวจะปั่นไปที่อมรพันธ์กันใช่มั้ยครับ?” ผู้ชายคนนั้นพยักหน้าตอบรับ “พวกผมขอปั่นไปด้วยได้มั้ยครับ?” ผู้ชายคนนั้นทำหน้างงๆ แล้วพยักตอบรับ ผมก็ “ขอบคุณครับ” มารู้ตอนหลังว่าผู้ชายคนนั้นก็เพิ่งมาปั่นเป็นครั้งแรกเหมือนกันถึงว่าสิทำหน้างง ไม่นานดกก็มาสมทบอีกคน ระหว่างรอเวลาก็มีการขายไฟติดจักรยานถูกมากดวงละ 50 บาท (ปกติดวงละหลายร้อย) ผมซื้อมาสองดวงติดท้ายรถหนึ่งดวง ติดหมวกหนึ่งดวง จากนั้นมีให้บริจาคเงินช่วยผู้ป่วยโรคเอดส์ ผมก็บริจาคไปได้เสื้อมาหนึ่งตัวเป็นที่ระลึก รอสักประมาณครึ่งชั่วโมงคนก็มาเยอะมากประมาณ 50-60 คนได้ ขบวนจักรยานเริ่มออกจากสมาคมฯ โดยที่ทีม Coffee Bike เป็นคนจัดนำขบวน ปั่นๆ หยุดๆ ไม่นานนักก็ถึงอมรพันธ์ ไปร้านอาหารร้านนึงจำชื่อไม่ได้แล้ว มีชาเขียวให้ดื่มฟรีไม่จำกัด อาหารผมก็สั่งสลัดผักกับซุปเห็ดกินกันเสร็จก็ปั่นกลับ พวกเราแยกกับขบวนตรงสะพานหัวช้าง ผมกลับห้องได้รับ Message จากวีถามว่าจะปั่นไปบางปูด้วยกันเหรอ? ใช่ครับ เจอกัน วีบอกจะใช้ Find My Friends ผมส่ง Apple ID ให้แป๊บนึงก็ได้ Location แบบชั่วคราวของ วีกับคุณก้อง ทรงกลด บางยี่ขันมา เก็บของซักกางเกงจักรยาน จัดเตรียมอุปกรณ์กว่าจะเสร็จก็เกือบตีสอง ปิดไฟนอนทันทีเพราะต้องตื่นหกโมงเช้าแปลว่าเหลือเวลานอนสี่ชั่วโมง นัดปอมไว้ที่สตูฯ ตอนหกโมงครึ่ง เพราะต้องไปถึงอะเดย์เจ็ดโมงตรง

วันเสาร์: ปั่นไปบางปูกับชาวอะเดย์

แต่งตัวผิดงานแล้ว, เปลี่ยนยาง, แปลงร่าง, เพื่อนใหม่
ตื่นก่อนหกโมงสิบนาที ปอมส่ง Message มาถาม “ใส่ชุดอะไร?” “ชุดเดิม” “หมายถึงธรรมดาหรือชุดจักรยาน” “จักรยานดิ 100 โลนะมึง” “โอเค” “โอเค” อาบน้ำเสร็จแต่งตัวเสร็จก็จูงจักรยานลงลิฟท์ออกมาสตูฯ เลย เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ไปถึงสตูฯ หกโมงครึ่งพอดี ปอมขับรถมาพอดี เราโอ้เอ้อยู่ที่สตูสักสิบห้านาทีก็ปั่นออกไปอะเดย์ถึงอะเดย์เจ็ดโมงตรง เจอน้องคนนึงนั่งข้างจักรยานแต่งตัวตามสบายมาก ผมเริ่มมองหน้าไอ้ปอม “แต่งตัวมาผิดงานแล้วกู” ท่าทางเขาจะปั่นกันแบบชมวิวชิวๆ เห็นยังไม่มีใครมาผมกะปอมเลยไปซื้อปาท่องโก๋ กาแฟกิน ระหว่างรอกาแฟก็คุยกันว่า เราแต่งชุดเต็มยศไปหน่อย ไม่เป็นไรคิดเสียว่าเราเป็นรถตำรวจนำขบวนแล้วกัน แต่ก็แอบลุ้นว่าคนอื่นน่าจะมีใครใส่ชุดเต็มยศมาบ้าง นอกจากผมกับปอมที่แต่งตัวเหมือนกันเป๊ะจนมีคนถามว่าเสื้อทีมเหรอ? ปั่นกลับไปอะเดย์ก็เห็นนักปั่นมากันหลายคนแล้ว แต่แต่งชุดสบายๆ หมดเลย แต่งตัวมาผิดงานจริงๆ ด้วย ช่างมันคิดเสียว่าเราเป็นรถตำรวจ ผมก็สวัสดีครับผมณัฐขอไปด้วยนะครับ ผมปอมครับ ปอมแนะนำตัว จากนั้นเอี่ยวผู้เป็นดั่งดาวเหนือของทริปก็อธิบายเส้นทาง ผมพอจะนึกเส้นทางที่เอี่ยวอธิบายออกเพราะเคยไปประชุมแถวๆ นั้นบ่อยๆ คือเราจะออกจากอะเดย์เอกมัยไปเส้นถนนสุขุมวิทเรื่อยๆ จนถึงซอยลาซาน แล้วทะลุไปโผล่ศรีนครินทร์แล้วไปหยุดที่แมคโคร check point ที่หนึ่งแล้วจะบอกทางอีกที ออกจากอะเดย์ผมตามหลังสุดเพราะผมงงๆ กันเครื่องจับความเร็วมันไม่ขึ้นสปีดว่าเท่าไร ปั่นไปจิ้มไป ไม่ได้เสียทีเลยต้องจอดเช็ดแม่เหล็กว่ามันหลุดไปหรือเปล่า ก็ปกติดี เลยต้องรีเซทเครื่อง เงยหน้ามาอีกทีทุกคนหายไปหมดแล้ว เฮ้ยทำไมปั่นเร็วนัก ผมเร่งปั่นตามกว่าจะทันก็ตรงสะพานอ่อนนุช เราปั่นเป็นกลุ่นกันสักพักก็เริ่มมีบางคนติดไฟแดง ผมหลุดไฟเขียวมาก็เลยปั่นไปเรื่อยๆ มาหยุดรอตรงแยกบางนา จากนั้นเราก็ถึงลาซานเข้าซอยลาซานมาเจอถนนกำลังสร้างเลยต้องยกจักรยานข้ามทุกคนก็ยกจักรยานข้ามมาแล้วก็ถึงแมคโคร 15 กิโลแล้วปั่นกันหลายๆ คนมันแป๊บเดียวมากยังไม่เหนื่อยเลย แต่มีน้องคนนึงรถยางแบนทั้งสองล้อ โชคดีในทริปมี นอร์ทที่สามารถเปลี่ยนยางได้มาด้วย แต่อุปกรณ์มีพอแค่ล้อเดียวเปลี่ยนเสร็จหนึ่งล้อ เราต้องไปหาร้านซ่อมจักรยานกัน นอร์ทแปลงร่างเป็นชุดจักรยาน! คุณปูก็ไปสำรวจดูจนเจอร้านซ่อมจักรยานปะยางให้เรียบร้อยก็ขี่ต่อได้ เราค่อยๆ ปั่นเพราะตรงนี้จะเป็นดงหมา หมาเยอะมาก แล้วก็เป็นหมาบางแก้ว ปอมกลัวหมามากเพราะทริปที่แล้วเพิ่งโดนหมาไล่มา ผมบอกไม่ต้องกลัวตามหลังกูมาหมาไม่กัด ผมพยายามบอกปอมว่าอย่าปั่นหนีหมา ต้องหันหน้าไปหามันเดี๋ยวมันก็เลิกสนใจเอง เราทุกคนผ่านดงหมามาได้อย่างปลอดภัย ถึงอบตบางแก้ว เราหยุดฟังเส้นทางจากเอี่ยวอีก แล้วก็ปั่นจนถึงวัดใหญ่บางพลี เราทานข้าวกันที่นี่ จักรยานผูกๆ กันไว้ข้างร้านกาแฟที่อาสาจะช่วยดูให้ ปอม ผม วี นอร์ทนั่งทานร้านเดี๋ยวกัน พยายามชวนวีกับนอร์ทไปทริปมวกเหล็กที่พวกเราจัด ชวนเชื่อมากๆ แล้วก็คุยสัพเพเหระต่างๆ รู้สึกตั้งแต่ปั่นจักรยานมนุษย์สัมพันธ์ของผมกับปอมจะดีขึ้น เข้าสังคมได้ดีขึ้น ที่วัดใหญ่บางพลีนี้ของเด็ดเขาก็คือห้องน้ำครับใครมาวัดนี้อย่าลืมแวะเข้าห้องน้ำครับ ห้องน้ำเขาใหญ่มาก ติดแอร์และไฮเทคขอเชิญครับ ก็จะออกจากวัดผมขอเส้นทางเอี่ยวและบอกว่าอาจจะปั่นกันเร็วเพราะว่าปอมไม่ได้เอาแว่นสายตามาและผมต้องรีบเอาม้าไม้ไปให้เด็กๆ เพราะวันนี้เป็นวันเด็ก ผมกับคุณแก้วสมทบทุนซื้อม้าไม้ไว้หนึ่งตัวเป็นเดือนแล้วจะเอาไปให้เด็กๆ กลัวจะเลยวันเด็ก ถ้ากลับเย็นมากจะไปให้ไม่ทันเพราะต้องกลับไปคอนโดแล้วขับรถไปถึงปากเกร็ดและต้องแวะไปรับน้องพินก่อนด้วย เพราะบอกพินไว้ด้วยว่าจะให้ไปเป็นเพื่อนเป็นตัวแทนคุณแก้วที่ไปไม่ได้ ให้เหตุผลด้วยความเกรงใจกลัวว่าเจ้าภาพจะว่าเราไม่สนุกที่จริงเราสนุกมากแต่คิดว่ามันจะจบสักบ่ายโมง แต่ดูแนวโน้มแล้วท่าทางจะเย็นๆ ถึงจะเสร็จคงต้องกลับก่อน ผมกับปอมปั่นตามกลุ่มจนที่ถนนบางปลาซึ่งจะตรงยาวถึงบางปู ก็เริ่มปั่นแบบไม่หยุดไม่ลดสปีดตลอด 15 นาทีก็ถึงบางปูโดยมีนอร์ทเพื่อนใหม่ปั่นมาด้วยกัน นอร์ทบอกสนุกมาก เราเริ่มคุยกันมากขึ้นปั่นจักรยานด้วยกันมันทำให้เราคุยกันง่ายขึ้น สงสัยแบบนี้เองนักธุรกิจเขาถึงชอบไปคุยกันในสนามกอล์ฟ

เรื่องตลก 69, 180 118 108, หมา, เหี้ย, เหี้ยจริงๆ
เรามาถึงถนนสุขุมวิท ผมก็หยิบโทรศัพท์มาดูที่จดไว้ตามที่เอี่ยวบอกว่าให้ไปจุดไหนบ้างผมจดโน้ตไว้ว่า “บางปู 118 / 108″ เราสามคนปั่นกันมาพักนึงก็เจอป้ายใหญ่มากว่า “180″ ผมคิดว่าผมจดผิดสงสัยเอี่ยวจะหมายถึง 180 นี่แหละเลยวนจักรยานเข้าไปดูมียามเฝ้าไม่ให้เข้าขอแลกบัตร ผมบอกขี่จักรยานไม่ได้พกบัตร ยามก็อนุโลมให้เข้าไปใน resort เราปั่นช้าๆ ไปจนถึงสะพานที่ยื่นออกไปจากชายฝั่ง สวยดีแวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกนิดหน่อย แล้วยามก็มาตามเราเลยปั่นออกจากรีสอร์ท ปั่นออกสุขุมวิทจนเห็น “118″ เออหรือว่าซอยนี้ ปั่นเข้าไปดูเจอหมาเยอะมากๆ ต้องปั่นช้าๆ ตรงนี้น่ากลัวกว่าแถวบางแก้วเยอะ เพราะตรงนี้หมามีเจ้าของ หมามีเจ้าของมันชอบโชว์ฟอร์มให้เจ้าของดู แถมมันยังซ่าส์กว่าหมาจรจัดเพราะมีเจ้าของปกป้อง ต้องระวังเป็นพิเศษ จนกระทั่งเราใกล้ถึงสะพาน เราก็เจอ หมาตัวใหญ่มากๆ ตัวใหญ่จริงๆ ผมเป็นคนไม่กลัวหมายังเสียวๆ หน้ามันดุเดียว แต่ก็ปั่นช้าๆ ใจดีสู้เสือไป ไอ้ปอมกระซิบว่า ตัวนี้ผมไม่เอาด้วยนะ เราหมดทางไปแล้วแหละหนีไม่พ้นต้องใจดีสู้เสืออย่างเดียวเพราะทางตันปั่นหนีก็ลงทะเลปั่นกลับก็จะเจอดงหมาที่ปั่นผ่านมาเมื่อกี้เป็นสิบตัว มีทางรอดทางเดียวคือผ่านมันไปแบบช้าๆ เราปั่นกันความเร็วระดับคนเดิน ผมกลั้นหายใจขณะปั่นช้าๆ ผ่านมัน หันไปสบตานิดหนึ่ง ไม่ยิ้มเลยหมาหน้าดุมาก แต่แล้วเราก็ผ่านมันมาได้ ถึงสะพานที่ยื่นออกไปในชายทะเล สะพานนี้ผุๆ พังปั่นไปได้สักพักก็ลงจูง ปอมเดินคุยกับนอร์ทเราอยู่กันแป๊บนึงก็จูงรถกลับ คราวนี้ความกล้าผมหายไปไหนหมดไม่รู้ หมาตัวใหญ่นั้นมันย้ายที่มานอนกลางถนน แม่งแล้วจะให้กูเดินตรงไหน เราปรึกษากันเอาไงดี สรุปว่าเราจะจูงจักรยานช้าๆ ผ่านมันไป เจ้าของตะโกนว่า ไม่ต้องกลัวหรอก หน้ามันดุแต่มันไม่กัด เราก็ยิ้มๆ จูงจักรยานช้าๆ ทันใดนั้นเอง ใจหายว้าบ เพราะมีหมาตัวจิ๋ววิ่งไล่กันมาทางนี้ คือถ้ามันไล่พวกผมก็จะขึ้นจักรยานไม่ทันแล้วก็จะเจอ “หมาหมู่” แน่นอน แต่ปรากฏว่าก่อนจะถึงเราหมาจิ๋วสองตัวมันก็วิ่งเข้าบ้านไป หมาตัวใหญ่ก็ลุกแล้วก็วิ่งไล่ไปเราเลยขึ้นจักรยานแล้วก็ปั่นเพื่อออกจากซอย “118″ แต่ก็ต้องตกใจอีกรอบหนึ่งเพราะเจอสิ่งมีชีวิตคล้ายจระเข้ตัวใหญ่มากๆ
ผมอุทาน “เหี้ย!!”
นอร์ทตอบว่า “เหี้ยจริง”
ปอม “ตัวเงินตัวทอง”
ผม “เหี้ยจริงๆ ว่ะ” ผมตกใจมากกดเบรคเกือบล้มเพราะสลัดคลีตไม่ทัน หยุดห่างอยู่สัก 30 เมตรได้ “ผมเป็นคนกลัวเหี้ยครับ” รอมันคลานผ่านไป แล้วอยู่ๆ มันก็มุดหายไปไหนไม่รู้ ผมหายใจหายคอแป๊บนึงแล้วก็กระโดดขึ้นปั่นจักรยานออกจากซอยอย่างปลอดภัย

สถานีต่อไป เป้าหมายสุดท้ายคือ “สถานพักตากอากาศบางปู”
ออกจากซอย 118 เราตกลงกันว่าจะไปหยุดที่สถานพักตากอากาศบางปูกัน 15 นาทีแล้วปั่นยาวกลับกทมไม่หยุด เราปั่นกันมาแป๊บเดียวก็ถึง เข้าไปซื้อน้ำ ดื่มน้ำ เติมน้ำ ชมวิว ดูนกนางนวล ถ่ายรูป แล้วนอร์ทก็เริ่มลังเลว่าจะปั่นกลับพร้อมผมกับปอมดีหรือเปล่า เพราะรู้สึกผิดที่ไม่รอวีที่เป็นคนชวนมา ผมนึกได้ว่าวีเปิด Find My Friends ไว้เลยกดดูปรากฏว่าของวีไม่ขึ้น ขึ้นแต่ของคุณทรงกลด Location บอกว่ายังไม่ออกจากบางปลา ผมเดาว่าสงสัยจะหยุดดูวัดกันอยู่ นอร์ทลองโทรหาวีก็ไม่ติด ผมเลยส่งข้อความบอกเอี่ยวว่าขอกลับก่อน แล้วเราก็ปั่นๆ ๆ ๆ ไม่มีหยุดจนถึงหน้าซีคอนฯ รถติดมากน้ำก็หมด ผมน้ำหมดแล้วจะหมดแรงทันที ทั้งไอเสีย ทั้งความร้อน ทั้งการที่รถขยับยาก แต่ก็ปั่นซอกแซกออกมาจนถึงพัฒนาการไม่มีหยุดแต่ตะคริวเริ่มมาแล้วเพราะว่าไม่มีน้ำ ขาดน้ำร่างกายผมจะส่งตะคริวน้อยๆ มาเตือนทันที ผมบอกนอร์ทว่าเดี๋ยวเจอปั๊มขอแวะซื้อน้ำหน่อย แต่ไม่มีปั๊มเลย เราเลยแวะที่ตึกทรู นอร์ทซื้อน้ำในร้านทรูให้ผม ปอมและตัวเองคนละขวด ตังผมหมดไม่ได้กดเอทีเอ็มนอร์ทเลยเลี้ยงน้ำ ดื่มน้ำหมดเกลี้ยงเราก็ปั่นกันอีกแป๊บเดียวก็ถึงทองหล่อแล้วก็แยกย้ายกัน นอร์ทไปอะเดย์ ปอมกับสตูฯ ผมกลับคอนโด

ถึงคอนโด 3 โมง รวม 8 ชั่วโมง 89 กิโลเมตร ไม่ถึงร้อยโล
โทรไปสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ดว่าเขาปิดหรือยังเขาบอกปิดสี่โมงครึ่ง สรุปไปไม่ทัน เลยนัดเจ้าหน้าที่เขาเอาไปให้พรุ่งนี้แทน วางสาย ส่งข้อความบอกเอี่ยวว่าพวกเราสามคนถึงกทมปลอดภัยแล้ว ขอให้ทุกคนที่มาปั่นด้วยกันปลอดภัยแล้วอาบน้ำก็นอนหลับยาวถึงทุ่ม มารู้ที่หลังนี้เองว่ากลุ่มที่ตามหลังมามีเรื่องน่าตื่นเต้นมาเกิดขึ้นคือวีตกน้ำทั้งคนทั้งจักรยานแต่ก็มีสปิริตปั่นถึงบางปู แต่ก็โชคดีที่ไม่มีอะไรเสียหายมาก

สรุป
การปั่นครั้งนี้แม้จะไม่เหนื่อยมาก อย่างที่อยากเหนื่อย แต่สิ่งที่ได้คือเพื่อนใหม่ๆ และมิตรภาพ คุ้มค่ามากที่ไปและมีโอกาสก็จะไปอีกแน่นอน :D

Read More

friend››on››bike trip ศุกร์ที่ ๖ – เสาร์ที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๕
be›our›friend -> หัวหิน -> หนองหญ้าปล้อง -> เขื่อนแก่งกระจาน -> หนองหญ้าปล้อง -> be›our›friend

วันเสาร์ที่ผ่านมาสมาชิก friend››on››bike ปอม พี่โจ ดก ไกร และผมไปปั่นจักรยานที่จังหวัดเพชรบุรีจากหนองหญ้าปล้องไปเขื่อนแก่งกระจานแล้ววนกลับมาที่หนองหญ้าปล้องอีกที รวมระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร โดยพวกเราออกจากบีอาวเฟรนด์ประมาณหนึ่งทุ่มหลังเลิกงาน และเหมือนกับทริปครั้งล่าสุดคือเราไปด้วยวัวขาวและวัวดำ ผมและปอมไปวัวขาว พี่โจ ดก ไกรไปวัวดำ สมาชิกใหม่ล่าสุดคือไกร ไกรผู้ซึ่งขี่จักรยานเป็นไม่ถึงเดือนและ “เคี่ยม” เสือหมอบไกรที่ไม่เคยไปไหนไกลกว่าฟูจิซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวๆ สตูดิโอ การออกสู่ถนนจริงครั้งแรกของมันก็ต้องมาไกลถึงที่ไหนก็ไม่รู้เหมือนลูกเสือที่ถูกเลี้ยงในเมืองถูกปล่อยให้เข้าป่าครั้งแรก

# แพ็คของ แพ็คจักรยาน และกางเกงจักรยาน
เราใช้เวลาแพ็คของไม่นานนัก อุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ที่ถูกขนไปมีดังนี้ เสือหมอบสามคันเสือภูเขาหนึ่งคันและยางอะไหล่ขนขึ้นวัวดำ และเสือหมอบอีกหนึ่งคันและที่สูบลม กระสุนลมสำรองเก็บไว้ที่วัวขาว หมวกกันน็อค ปลอบแขน แว่นกันแดด ถุงมือ รองเท้าคลีตและกางเกงเบาะจักยาน เป็นอุปกรณ์จำเป็นในการขี่จักรยาน 100 กว่ากิโลเมตรท่ามกลางเปลวแดดร้อนระอุบนถนนราดยางฯ ที่จะมีทั้งลมส่งและลมต้าน ออกจากบีอาวเฟรนด์แล้วเราแวะกินอาหารค่ำกันที่แมคฯ พระรามสี่ แมคฯ สาขานี้มีสลัดขายผมเลยพอจะมีของที่กินได้แต่รสชาติมันแย่มากๆ เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมจะกินสลัดที่แมคฯ และระหว่างกินมื้อค่ำกันพวกเราก็ขู่ไกรเรื่องความเจ็บปวดของก้นหลังขี่จักรยานเพราะไกรเป็นคนเดียวที่ไม่มีกางเกงเสริมเบาะที่ไช้ขี่จักรยานก็พบว่าพี่โจลืมกางเกงจักรยาน หลังกินเสร็จเราเลยแย่กัน โดยวัวดำไปเอากางเกงจักรยานของพี่โจก่อน ผมและปอมพาวัวขาวมุ่งตรงไปหัวหินก่อน

# เช็คอิน วางแผนเส้นทางปั่น นอนพัก ยุงและเติมลม
ผมกับปอมถึงโรงแรมหัวหินพาราไดซ์ประมาณสี่ทุ่มนิดๆ เคาเตอร์เช็คอินบอกว่าเกือบจะปล่อยห้องไปแล้วเพราะพวกเรามาช้ามาก เช็คอินเรียบร้อย ผมรู้สึกหิว ผมก็ไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืนไปดูว่ามีอะไรทานได้บ้าง ร้านเริ่มปิดกันไปบ้างแล้ว ไม่มีอะไรน่าทานผมเลยกลับมาที่ห้องพร้อมกับนมถั่วเหลือง มันฝรั่งทอด สาหร่ายทอด น้ำเปล่า อย่างละหนึ่ง ทางโรงแรมไม่ได้ปิดประตูห้องเลยมียุงเต็มห้อง ผมยังไม่โดนกัดและยังไม่เจอยุงสักตัว แต่ปอมบ่นว่ายุงเยอะผมก็แปลกใจเพราะตัวเองไม่เจอยุงเลยสักตัว สักพักพี่โจ ดก ไกรก็ตามาถึง ขนจักรยานลงมาเก็บที่ห้องและวางแผนเส้นทางปั่นกันโดยเอามาจากทริปในเว็บบอร์ดจักรยานแห่งหนึ่ง ผมไม่มีความเห็นอะไรพิเศษไปไหนก็ไป แต่ตอนนี้เลยเวลานอนผมมามากแล้วง่วงนอน แอบหลับไปงีบหนึ่ง วางแผนกันเสร็จเกือบตีหนึ่ง สรุปคือผมกับปอมจะไปจอดวัวขาวที่โรงพยาบาลหนองหญ้าปล้อง และพี่โจกับไกรซึ่งขี่ได้ระยะทางน้อยกว่าจะไปจอดแถวอำเภอแก่งกระจานแล้วปั่นมาเจอกันที่เขื่อนแก่งกระจาน ประมาณตีหนึ่งกลับเข้าห้องก็นอนหลับยาวถึงตีห้า ลืมตาขึ้นมาปอมบอกว่า “ผมอาบน้ำแล้วนะ” “มึงอาบเสร็จแล้วเหรอ?” “เปล่ากำลังจะอาบ” “อ๋อ เออ” ปอมมันมีปัญหาการใช้ภาษาไทยนิดหน่อยเรื่องการสะกดและการเรียงคำที่จริงควรจะพูดว่า “เดี๋ยวผมอาบน้ำก่อนนะ” จะเข้าใจมากกว่า พออาบน้ำเสร็จ ใส่ชุดจักรยานไว้ข้างใน ใส่กางเกงยีนส์ทับ เสื้อยืดทับ เข็มขัดคาดเป็นรูสุดท้ายแล้วเพราะเอวเล็กลงเรื่อยๆ ต้องไปเจาะเพิ่ม พอไปถึงที่หนองหญ้าปล้องจะได้ถอดแล้วก็ออกปั่นเลย สักหกโมงพวกเราก็เช็คเอาท์โรงแรม จากนั้นก็เอาจักรยานมาเติมลม ทุกคันผ่านไปได้ด้วยดีจนกระทั่ง ล้อสโนว์เล็บพาร์ดของผมมันเติมลมไม่เข้าเพราะเฟรมล้อราคาแพงที่ไอ้ปอมยกให้ และเพิ่งเอาไปเปลี่ยนที่ร้าน ยังไม่เคยสูบลมเองมาก่อน เฟรมมันสูงทำให้จุกที่เติมลมผมมันโผล่พ้นเฟรมของล้อมานิดเดียวทำให้เกี่ยวกับที่เติมลมไม่ได้ สูบไปเท่าไหร่ลมก็ดันกลับมาหมด พวกเราปลุกปล้ำกันอยู่นานมาก จนกระทั่งไอ้ดก ไอ้ไกร และผมผลัดกันปั๊มลมเข้าล้อได้นิดหน่อยพอประมาณกับรีบดึงที่สูบลมที่กลายเป็นที่ปล่อยลมออก แล้วเราก็ไปกินอาหารเช้ากันที่ร้านอาหารบ้านๆ แถวโรงแรม พี่โจบอกว่าเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเพราะยุงกัด ปอมก็บอกว่าโดนยุงกัด ผมโชคดีไม่โดนเลย หรือโดนแล้วไม่รู้ตัวก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมกินโจ๊กไข่ ต้มตำลึง ข้าวเปล่า ปาท่องโก๋ กาแฟเย็น ร้านต้มเลือดหมูที่นี่ใจดีพอว่าไม่กินเนื้อสัตว์แม่ค้าเขาก็ใจดีใส่ผักตำลึงมาให้เยอะเต็มถ้วยเลย เสร็จแล้วเราก็ออกจากหัวหินขับรถย้อนไปเพชรบุรี เข้าอำเภอหนองหญ้าปล้อง เพื่อไปจอดรถที่โรงพยาบาลหนองหญ้าปล้อง หาไม่ค่อยยากเท่าไหร่เพราะเราใช้ Google Map ในการหาที่ตั้งของโรงพยาบาล ผมกับปอมมาถึงก่อน โรงพยาบาลที่นี่เงียบมาก เหมือนไม่มีคนไข้เลย อาจเป็นเพราะว่าเป็นวันเสาร์ก็ได้ ประมาณสิบโมงนิดๆ พี่โจ ดก ไกรก็ตามมาถึง แล้วผมก็ลองจักรยานปรากฏว่ายางอ่อนมากขี่อย่างนี้มีหวังเหนื่อยกว่าปรกติ ไม่ก็ยางอาจจะแตกระหว่างทาง พวกเราก็ช่วยกันปลุกปล้ำสูบลมกันจนได้ยางแข็งพอสมควรก็พร้อมออกตัว แผนการก็คือที่นี่ผม ปอมและดกจะขี่กันสามคนแล้วไปเจอพี่โจกับไกรที่เขื่อนแก่นกระจานอีกที

# ปั่นกันเป็นทีมตามแบบฉบับ friend››on››bike ป้ายที่รัก และป้ายที่เกลียด
เริ่มต้นการปั่นด้วยการที่ดกปั่นไปผิดทางตั้งแต่แยกแรกเพราะไม่เห็นทางแยกที่ผมกับปอมเลี้ยวมาเส้นทางหลัก ผมสังหรณ์ใจว่าดกมันจะต้องไปผิดทางเลยปั่นถอยมาดูปรากฏว่าเห็นหลังมันไวๆ กำลังไปผิดทางจริงๆ โทรศัพท์ผมไม่มีสัญญาณเลยปั่นกลับมาหาปอมที่รออยู่ตรงทางแยกให้โทรหาดกเพื่อบอกว่ามันไปผิดทาง ดกไม่รับ ผมเลยปั่นกลับไปตามสักพักไม่เห็นมันแล้วดกมันคงคิดว่าผมกับปอมนำมันอยู่เลยเร่งปั่นตามไป ปั่นกลับมาหาปอมว่าดกมันรับโทรศัพท์หรือยัง? รับแล้วกำลังปั่นกลับมา ช่างเป็นการเริ่มที่ดีจริงๆ พอมาถึงถนนสายหลักที่เราสามคนจะปั่นปอมก็บอกว่าเราจะลองปั่นกันเป็นทีมไม่ให้ทิ้งกันมาก ผมกับดกก็ตกลง เราผลัดกันนำสลับไปมาเรื่อยๆ ผมจะเลือกนำเฉพาะช่วงลงเนินเท่านั้นเพราะมันออกแรงน้อย นอกนั้นผมจะอยู่ตรงกลางระหว่างปอมกับดก ส่วนใหญ่ลำดับการปั่นก็จะเป็น ปอม-ผม-ดก หรือ ดก-ผม-ปอม ผมพยายามตามไม่ให้ทิ้งช่วงมากเพื่อแรงต้านของอากาศจะได้น้อยๆ ประหยัดแรง เราก็ปั่นกันมาเรื่อยๆ ด้วยความเร็วเฉลี่ย 33-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมจิบน้ำเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันตะคริวขึ้น ปั่นไปไม่น่าเกินครึ่งชั่วโมงก็เห็นป้าย “พระแม่กวมอิมใหญ่ที่สุดในโลก” ป้ายบอกว่าเลี้ยวเข้าซอย 300 เมตร ในใจคิดว่าเดี๋ยวขากลับถ้ามีเวลาแวะไปดูดีกว่า ผมก็ปั่นตามหลังปอมไปเรื่อยๆ เกือบชั่วโมงแล้ว นำปอมบ้างเวลาลงเนิน พอหมดลงเนินแล้วก็ให้ปอมกลับมานำต่อ ผมปั่นโดยไม่ได้เหลียวหลังดูเลยว่าไอ้ดกไม่ได้เกาะกลุ่มมาด้วย เพิ่งรู้ตัวตอนปอมถามผมว่า “ไอ้ดกอะ?” “ไม่รู้เหมือนกันกูไม่ได้ดู” ปั่นมาจนถึงทางแยกที่เลี้ยวขวาจะเป็นทางที่ไปเขื่อนแก่งกระจานโดยตรง แต่แผนของเราคือจะอ้อมไป ผมกับปอมเลือกไปทางอ้อมเพราะจะได้ระยะทางที่เยอะกว่า ตอนนี้ยังไม่รู้สึกเหนื่อยอะไรเลยชั่วโมงเศษผมปั่นตามปอมติดๆ ตลอดเวลาบางครั้งติดแบบระยะประชิดระดับโมเลกุลแตะกัน บางช่วงเงาของล้อหลังปอมกับล้อหน้าของผมห่างกันไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร จนกระทั่งทางขึ้นเนินยาวๆ ถึงทิ้งระยะไกลหน่อย แต่พอขาลงก็จะปั่นตามทันเพราะใช้แรงโน้มถ่วงเข้าช่วย เราปั่นกันประมาณ 30-35 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยจนกระทั่งเจอเนินยาวมากเนินหนึ่ง ปอมก็เริ่มทิ้งห่างผมเรื่อยๆ ความเร็วผมตกมาเป็น 18 กม.ต่อชม. เริ่มเมื่อยเพราะกล้ามเนื้อที่ใช้ในการปั่นขึ้นเนินผมไม่ค่อยได้ใช้ ตอนฝึกผมปั่นแต่เอาเหงื่อกับฝึกหายใจ การขึ้นเนินเป็นการใช้แรงแบบแอนาโรบิคซึ่งผมไม่ค่อยพิศวาสมากนัก แต่ในที่สุดผมก็มาถึงยอดเนินแล้วก็ร่อนลงไปด้วยความเร็วประมาณ 45 กม.ต่อชม. ตามไอ้ปอมทันในที่สุดแต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเพราะปอมกลับรถกลับแล้วบอกว่าเลยทางแยก “นี่กูต้องปั่นขึ้นเนินที่เพิ่งร่อนลงมาอีกรอบเหรอเนี่ย” ผมคิด แล้วก็กลับรถตาม ปั่นกลับมาสักพักหนึ่งก็เลี้ยวเข้าแยกที่จะไปเขื่อนฯ ทางช่วงนี้ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดจน ผมตามปอมมาเรื่อยๆ จนถึงช่วงที่ทางชันขึ้นยาวๆ ก็ไม่เห็นปอมอีกต่อไป ระหว่างทางเจอหมาหลายตัว ถ้าเจอหมาผมจะชลอแล้วทักทาย “ฮัลโหลด็อกกี้” หมามันจะไม่ไล่เพราะผมยิ้มให้พวกมันก่อนเสมอตามด้วยชูนิ้วโป้งกดไลค์ให้พวกมัน มันก็จะงงๆ แล้วกลับไปนอนต่อ และก็เจอเด็กแว้นกลุ่มหนึ่งจอดทีละคันๆ สี่ห้าคันดูผมคลานขึ้นทางชันด้วยความเร็ว 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมก็ยิ้มๆ แต่ไม่ได้สนทนาด้วย ตอนที่ขึ้นเนินยาวๆ เพลงในวอล์คแมนเป็นเพลงคลาสลิกเหมือนซาวด์แทรกของหนังตอนที่พวกฆาตกรกำลังทรมานเหยื่อที่กำลังจะถูกสังหาร กล้้ามเนื้อน่องและต้นขาของผมกำลังถูกเนินนี้ทรมาน ทีละน้อย ทีละน้อย เฟืองค่อยๆ เกี่ยวโซ่ดึงหมุนเป็นวงอย่างช้าๆ ป้ายที่เป็นรถบรรทุกขึ้นเนินคือป้ายที่ผมเห็นแล้วเกลียดมาก ในทางตรงกันข้ามป้ายที่เป็นรถบรรทุกลงเนินผมรักมาก แต่ที่จริงแล้วป้ายทั้งหมดนี้ตอนนั้นผมยังไม่รู้ตัวว่าตอนกลับทุกอย่างจะสลับที่กันหมด ทางขึ้นจะกลายเป็นทางลงทางลงจะกลายเป็นทางขึ้นทุกอย่างอยู่ที่มุมมองของเราเอง ปั่นมาเรื่อยๆ ก็เจอทางแยกที่เลี้ยวซ้ายเข้าเขื่อนฯ ตอนนี้ถนนใหญ่รถเริ่มเยอะ ปั่นไปอีกแป๊บเดียวก็ถึงเขื่อนฯ เจอดกที่ทางเข้าเขื่อน พูดจาถากถางกันตามประสา friend››on››bike นิดหน่อย แล้วผมก็ปั่นต่อเพื่อจะขึ้นไปสันเขื่อน ไอ้ดกบอกทางขึ้นสันเขื่อน “โหดจริง”

# ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้
เข้ามาในเขตเขื่อนแก่งกระจานแล้ว โดยมีไอ้ดกปั่นตามหลังและปอมอยู่บนสันเขื่อนแล้ว ผมคิดในใจว่ามันจะโหดสักแค่ไหนวะ ตอนนั้นแรงยังพอมีอยู่ เจอทางชันแรกก็เริ่มเมื่อยๆ พอถึงทางชันที่สองก็เริ่มด่าทอทางในใจจะชันไปไหน ผมเมื่อยมากแอบวนจักรยานเข้าทางเรียบที่เป็นที่จอดรถยนต์เล็กน้อย เพราะข้างหน้า ทางที่เห็นด้วยตาแล้วคิดว่าไม่น่าจะรอดแต่ต้องลองเสี่ยงดูเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่หยุดจนกว่าจะถึงสันเขื่อน เพราะมันชันมากและค่อนข้างยาวและห้ามล้ม เพราะล้มคงต้องไถลต่อแน่นอน ผมทำใจแล้วก็ปั่นขึ้น ไปได้ไม่กี่รอบก็รู้สึกเหมือนกับว่าเนินที่ผ่านมาทั้งหมดมันเป็นเนินเด็กๆ เพราะเนินนี้ชันมาก เหมือนกับที่เข้าโรงยิมแล้วยกน้ำหนัก 25 กิโลกรัมแล้วอยู่ๆ ใครไม่รู้เราน้ำหนักมาใส่เพิ่มเป็น 100 กิโลกรัม ความเมื่อยถึงขีดสุดแต่ถ้าหยุดปั่นตอนนี้เท่ากับว่าที่ตั้งใจว่าจะไม่สลัดคลีตเลยจนกว่าจะถึงสันเขื่อน ตั้งใจจะไม่หยุดเลย ความตั้งใจจะสลายหมดและความนับถือตัวเองในเรื่องสัจจะจะลดลงแน่นอน ผมต้องไม่ยอม แต่ขามันเริ่มสั่นแล้ว หัวใจเต้นแรงมาก น่องเหมือนจะระเบิด ลองยืนขึ้นปั่นก็ได้สามสี่รอบต้นขาก็จะแตกเสียให้ได้ พยายามหายใจแต่ระยะทางดูเหมือนจะไม่ลดลงเลยราวกับว่าปั่นอยู่กับที่ และตัวเลขในหน้าปัดมันก็บอก 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมงผมปวดขามากแต่หยุดไม่ได้ หยุดตอนนี้ล้มและจะต้องเจ็บแน่นอน เพราะแม้แต่แรงจะสบัดคลีตให้หลุดยังไม่มี ในที่สุดผมก็เห็นว่ามีรั้วกั้นกันรถตกเหวอยู่ผมตัดสินใจปั่นเข้าไปพิงแนบรั้วก่อนแล้วกันแต่มันก็คืออีกครึ่งทางที่เหลืออยู่ ผมพยายามหายใจช้าๆ ทุกรอบเหมือนถีบน้ำหนักร้อยกว่ากิโลกรัม อีกประมาณไม่กี่รอบผมจะถึงรั้วแล้ว ไม่ไหวแล้วขาจะแตกแล้ว หยุดตรงนี้ล้มแน่ ผมกัดฟันเฮือกสุดท้ายเร่งหมดตัวเพื่อเอาจักรยานแนบรั้ว และหยุดหายใจยาวๆ ผมแพ้ ที่ตั้งใจไว้ในที่สุดก็ทำไม่ได้ ไม่ได้ตั้งใจจะแข่งกับใคร แต่จะแข่งกับเป้าหมายที่ตัวเองตั้งใจไว้ แต่ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าแพ้ ผมกินน้ำ แล้วก็ลุกขึ้นมาปั่นต่อแม้จะแพ้แต่ก็ต้องทำให้เสร็จ ผมปั่นต่อด้วยหัวใจที่แม้กับตัวเองก็ไม่แข่งกับมันอีกต่อไป กัดฟันสู้น้ำหนักตัวเองและแรงโน้มถ่วงของโลกจนถึงสันเขื่อนในที่สุด แม้จะแพ้แต่ผมก็จะเป็นผู้แพ้ที่เล่นจนจบเกม

# การแก้ตัว
พอถึงสันเขื่อนผมก็หยุดลงจากจักรยานเป็นครั้งแรกในสองชั่วโมงกว่าที่ผ่านมา รวมพลกับปอม ดก ปอมบอกว่าเมื่อกี้ประมาณ 54 กิโลเมตร แล้วเราก็ปั่นเล่นบนสันเขื่อนต่อหนึ่งรอบลมบนสันเขื่อนแรงมากซี่ล้อผมส่งเสียงวี้ๆ ตลอดเวลาเพราะมันตัดกับลม สักพักก็ลงไปที่ตีนเขื่อนเพื่อไปสมทบกับพี่โจและไกรที่ร้านสะดวกซื้อข้างล่าง พวกเราก็กินน้ำเกลือแร่กัน ไม่นานไกรกับพี่โจก็มาถึง การออกปั่นครั้งแรกของไกรคือได้ระยะ 30 กิโลเมตรซึ่งถือว่าเก่งมาก ไกรบอกว่าขาอ่อนไปเลย ผมเข้าใจดีเพราะตอนปั่นครั้งแรกๆ ผมก็ขาอ่อนหมดแรงเหมือนกันแต่ยังน้อยกว่ามันเยอะครั้งแรกๆ ของผม 10 กว่ากิโลเมตรเท่านั้นเอง พวกเรากินน้ำเสร็จก็นัดกันไปเจอกันที่สันเขื่อนหนึ่งครั้งก่อนจะไปกินข้าวเที่ยงกัน ผมได้โอกาสแก้ตัวในการขึ้นสันเขื่อนอีกหนึ่งครั้ง ไม่แน่ใจว่าจะรอดหรือเปล่าเพราะอาการทุกอย่างเหมือนรอบแรกทุกประการความเจ็บปวดมาครบ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือให้มันปวดให้มันทรมานไปให้มันล้มไปกูไม่กลัวแล้ว ล้มเป็นล้ม ผมกัดฟัน ทนความเจ็บหมุนเฟืองจักรยานช้าๆ ช้ามากๆ นานมากๆ ในความรู้สึกตอนนั้น แต่ในที่สุดก็มาถึงสันเขื่อนโดยไม่หยุด แต่ไม่ได้รู้สึกว่าชนะแต่ประการใดแค่รู้สึกว่าอย่างน้อยก็สอบซ่อมผ่านได้เกรดจาก F เป็น D เท่านั้น พี่โจกับไกรไม่โผล่มาเสียที ผม ปอม ดกเลยไปปั่นไปที่ร้านอาหารต่อ ระหว่างทางเจอทางชันอีกหลายจุด คราวนี้ตะคริวมาแล้วเลยต้องลงจูงขึ้นเนินสุดท้ายก่อนจะถึงร้านอาหาร กินข้าวเที่ยงเสร็จประมาณบ่ายสอง แวะโพสต์ท่าถ่ายรูปกันเล็กน้อยแล้วก็ เริ่มการปั่นรอบสองคือปั่นกลับโรงพยาบาลหนองหญ้าปล้องโดยรอบนี้เราปั่นกันแค่สามคนคือ ปอม ดก ผม ส่วนพี่โจกับไกรจะขับวัวดำตามไปทีหลังหลังจากพวกเขานอนเล่นที่เขื่อนสักพัก ที่จริงผมเหนื่อยมากแล้ว หมดแรงไปตั้งแต่การขึ้นสันเขื่อนรอบสอง ตะคริวก็มาแล้วเรียบร้อย ที่จริงอยากนอนเหมือนกันแต่ว่าตั้งใจไว้ยังไงก็ต้องทำอย่างนั้นเอาให้จบ

# ขากลับ ลมต้าน วิปัสสนาบนอานจักรยาน ปั่นเป็นอุปมาแห่งชีวิต
ขากลับปอมก็พูดอีกว่าเราจะลองปั่นโดยไม่ทิ้งระยะกัน ผมกับดกก็ตอบตกลงเหมือนขามา พวกเราก็ปั่นย้อนกลับทางเดิมแต่เป็นทางใหม่สำหรับดกเพราะขามากดกไม่ได้อ้อมมาด้วย ช่วงแรกหลังอิ่มใหม่ๆ ผมก็เริ่มมีแรงพอจะปั่นไปเรื่อยๆ เรามากันเรื่อยๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้น ไม่นานนักก็ออกมาสู่ถนนหลักที่เป็นทางตรงยาวจนถึงหนองหญ้าปล้อง ผมออกมาสู่ถนนหลักเป็นคันแรกแล้วก็พบว่าลมแรงมาก แทบอยากหยุดนอน พอปอมเข้ามาทางหลักผมก็ให้ปอมขึ้นนำเลย แล้วผมตามเพราะลมแรงแบบนี้ผมปั่นไม่ถึงแน่นอน ระยะทางที่เหลือน่าจะอีก 35-40 กิโลเมตรได้ ผมก็ปั่นตามมาสักระยะก็พบว่าตะคริวเริ่มมาทักทายเบาๆ ผมก็ต้องชลอ เพราะกลัวตะคริวขึ้น จิบน้ำถี่มากๆ ตอนนี้บ่ายสองกว่าๆ แดดแรงมากๆ ปากแห้งตลอดเวลา ลมคงแรงเพราะมันแดดแรง จากขามาที่ปั่นมาประมาณ 30-40 กม./ชม. ตอนนี้ปั่นได้เฉลี่ยประมาณ 22 กม./ชม. เท่านั้น ปอมเริ่มทิ้งห่างไปเรื่อยๆ ผมหันกลับไปมองดกเป็นระยะๆ มันก็ยังตามมาอยู่ ผมก้มหน้าก้มตาปั่นไปเรื่อยๆ แดดร้อนมากๆ เส้นขีดทางสีขาวบนถนนเป็นสีขาวทมิฬ ขาวสะท้อนแดดมากๆ เงยหน้ามาอีกทีปอมเริ่มทิ้งห่างไปเรื่อยๆ ผมพยายามเร่งตามแต่ได้แค่ 28 กม./ชม. ตะคริวก็เริ่มมาเตือนต้องชลอไว้ถ้ายังอยากปั่นให้ถึง ผมเริ่มไม่สนใจปอมปล่อยให้มันทิ้งไปเรื่อยๆ โดยรักษาความเร็วของตัวเองไว้ให้รู้สึกว่านี่เป็นลิมิตสูงสุดที่จะไม่เป็นตะคริว ดกบอกว่ากินกล้วยแล้วจะหายตะคริว อาหารที่กินมาตอนบ่ายโมงก็เริ่มย่อยหมดแล้วผมเลยเอากล้วยออกมากินลูกนึงที่ไอ้ดกให้ไว้ก่อนออกสองลูก แต่ไม่ได้รู้สึกว่าตะคริวมันจะหายไป พอเร่งความเร็วมันก็จะมาทันที ตอนนี้ข้างหน้าปอมหายไปจากสายตาแล้วหันกลับไปมองข้างหลัง อ้าวไอ้ดกก็ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน ตอนนี้เหลือแต่ผมกับเงาปั่นคู่กันไปกลางแดดจัด วัวหลายตัวเคี้ยวหญ้าสบายใจ “พวกมึงไม่ร้อนกันบ้างเลยหรือไงวะ?” ผมถามวัวแต่มันคงไม่ได้ยินเพราะผมไม่ได้ออกเสียง บางตัวหันมาทำหน้าวัวใส่ด้วยเค้ียวเอื้องมีความสุขมาก ผมก้มหน้าก้มตาปั่นไปเรื่อยๆ เจอเนิน เจอทางชันก็สำนึกได้ว่า เนินลูกนี้ตอนขามาผมโคตรรักมันเลยตอนนี้ผมเกลียดมันมาก ก้มหน้าก้มตาปั่นไม่มองดูยอดเนิน สายตาทอดในระยะไม่เกินสิบเมตร นานๆ ทีจะเงยหน้ามาดูว่าถึงไหนและเงยขึ้นมาทีไรพบว่ามันทำไมเท่าเดิม มีเนินลูกนึงยาวมากๆ ตอนขามามันไม่ยาวขนาดนี้ ยาวจะผมเห็นปอม ไกลๆ และคิดว่าถ้าลงเนินลูกนี้ได้คงจะตามปอมทัน ผมก็ปั่นไปเรื่อยๆ จนปอมผ่านเนินไปแล้วผมก็ยังขึ้นเนินลูกนี้ไม่จบเสียที ราวกับปั่นอยู่กับที่ ตอนนี้อาการเจ็บก้นอย่างรุนแรงมันเยือน เจ็บมากกว่าตอนไปนั่งสมาธิวิปัสสนามาก แต่ดีที่ว่าผมสามารถเปลี่ยนอิริยาบทเท่าไหร่ก็ได้ไม่ผิดกติกา แต่เปลี่ยนเท่าไหร่มันก็ไม่หายเจ็บ ผมเลยถือโอกาสปฏิบัติธรรมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเสียเลย ผมวิปัสสนาคิดว่าเวทนาเป็นทุกข์ เจ็บหนอ ปวดหนอ เจ็บก้นหนอ เจ็บก้นหนอ เจ็บก้นโว้ย! เรื่อยๆ จนในที่สุดก็เลิกสนใจมันเพราะมันไม่หายเจ็บเสียที ขาก็ปวด น่อง ต้นขา ทั้งซ้าย ทั้งขวา ตอนนี้ผมลืมเรื่องความร้อนของแดดไปสนิทเลย เพราะว่าเจ็บก้น น่อง และต้นขามันรุนแรงมาก สักพักนึงหลังก็เริ่ม แล้วผมก็เห็นป้ายบอกทาง หนองหญ้าปล้อง 22 กม. โอเคผมปั่นด้วยความเร็ว 22 กม./ชม. แปลว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะถึง ตอนนี้บ่ายสามโมงครึ่ง จะถึงประมาณสี่โมงครึ่ง ผมหันไปดูไอ้ดกเป็นระยะๆ ไม่เห็นมันเลย “หรือว่ามันมีทางลัดวะ” หายไปไหนผมก็ไม่ได้ปั่นเร็ว 22 กม./ชม. เอง ตอนนี้ผมระบมไปทั้งตัว จนผมเลิกสนใจความเจ็บปวดและความร้อน โดยสิ้นเชิง อยู่ในโหมด ตัวกูก็ไม่ใช่/ไม่ใช่ตัวกูก็ไม่ใช่ คือให้มันทำงานของมันไปโดยอัตโนมัติผมปั่นบนความว่าง เหมือนที่พุทธทาสสอนให้ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นเพราะมันมีแต่ความเจ็บปวดกูไม่เอากะมึงแล้ว ผมปั่นมาเรื่อยๆ จนเห็นป้าย “พระแม่กวนอิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก” แปลว่าใกล้จะถึงแล้วสิเพราะเมื่อขามาปั่นออกมาจากโรงพยาบาลแป๊บเดียวก็ถึงตรงนี้ แต่ตอนนี้ความรู้สึกที่ว่าจะแวะไปไหว้ไปดูเสียหน่อยไม่มีแล้ว มีแต่ความรู้สึกว่าปั่นตรงไปเท่านั้น เรื่องอื่นไม่สนใจแล้ว ระหว่างทางเจอหมาทักทายบ้าง ผมชูนิ้วกดไลค์อย่างเดียว ไม่ฮัลโหลด็อกกี้ เพราะไม่อยากพูด ตอนนี้เห็นเนินก็เลิกเกลียดมันแล้ว ช่างมัน เห็นทางลงก็ไม่ดีใจแล้ว ช่างมันปล่อยให้ขามันทำหน้าที่มันไป ผมอยู่ในความว่าง ไม่มีอารมณ์ร่วมกับสิ่งใดๆ อีกต่อไป แยกแล้ว แยกเล่า ก็ไม่ถึง นาฬิกาบอกสี่โมงสิบห้า น่าจะใกล้ถึงมากแล้ว ผมพยายามระเบิดพลังคอสโมแบบเซนต์เซย่าที่ดูตอนเด็กๆ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นขามันไม่ไปตามใจสั่งแล้ว รูป นาม แยกกันเด็ดขาดตัวกูไม่ใช่ของกูสั่งมันไม่ได้อีกต่อไป จากป้ายเจ้าแม่กวมอิมระยะทางมันน่าจะนิดเดียวสิทำไมไม่ถึงเสียที ระยะทางเป็นเพียงสิ่งสมมติที่สัมพัทธ์กับความมันไม่ใช่ความจริง ความจริงคือไม่ถึงเสียทีโว้ย ผมเลิกสนใจว่ามันจะถึงไม่ถึง กดวอล์คแมนฟังเพลง ไหนๆ ก็ไหนๆ ขาก็หมดความรู้สึกไปแล้ว ฟังเพลงให้เพลินๆ แล้วกัน ทันใดนั้นวัวดำก็มาประกบข้างๆ ไกรกับพี่โจเพิ่งมาถึง ไกรถามว่าเอาน้ำมั้ย? ผมปฏิเสธเพราะขี้เกียจกิน ตอนนี้พอเปิดเพลง เหมือนจังหวะเพลงทำให้ผมเร่งความเร็วขึ้นมาได้เป็น 25 กม./ชม. ปั่นไปอีกไม่นานในที่สุดก็เจอแยกที่จะเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลที่หมาย แรงเฮือกสุดท้ายของสุดท้ายก็มาสมทบแต่น้อยนิดคือแรงใจมาอย่างเดียวแรงกายไม่มีแล้ว ปั่นผ่านหมาสามสี่ตัว ผมก็กดไลค์พวกมัน แล้วก็ตะโกนเบาๆ ว่ากู๊ดบายด็อกกี๊ เลี้ยวเข้าโรงพยาบาลเห็นปอมนั่งรออยู่ในลดแล้ว ผมถามหาไอ้ดก นึกว่ามันมาทางลัด ปรากฎว่ามันโทรหาปอมอยู่พอดีบอกว่าอีกสี่ห้ากิโลเมตรจะถึง ผมหมดแรงสุดๆ จอดจักรยานเปลี่ยนชุด กางเกงยีนส์ที่ใส่มาหลวมกว่าเดิมมากเลยคือปั่นจักรยานวันเดียวเอวหายไปเป็นเซ็นติเมตรเลย เปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าล้างตาเสร็จพี่โจกับไกรก็มาพอดี เอาจักรยานเก็บขึ้นแร็ค ดกก็ปั่นมาถึงพอดี มันบอกเป็นตะคริวดูจากสภาพแล้วย่ำแย่กว่าผมเยอะ แต่มันยังอุตส่าห์หาคำแก้ตัวได้ ดกมันบอกว่ามันปั่นชมวิว ช้าๆ ชิวๆ ไม่รีบ แต่หน้ามันซีดมากเหมือนถูกดูดวิญญาณไปแล้ว

# เดินทางกลับ
ขับรถกลับกรุงเทพไม่มีอะไรตื่นเต้น แวะซื้อขนมที่บ้านขนมนันทวัน กลับถึงกรุงเทพพวกเรากินเอ็ม เคที่เอกมันกันเป็นการปิดฉากทริปที่สนุกและมันอีกทริปนึง

# ความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง
จากที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวผมเองหลายครั้งในชีวิต คือไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องสุขภาพเรื่องอาหาร สังเกตว่าความเปลี่ยนแปลงจะเห็นขึ้นได้ชัดๆ เมื่อเราทำอะไรที่มันสุดๆ มากๆ เช่นเลิกกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต อดข้าวเย็นสามเดือน และครั้งนี้คือปั่นจักรยานกลางแดดวันเดียวรวม 115 กิโลเมตร มันเห็นความเปลี่ยนแปลงในจิตใจตัวเองเลยจริงๆ ต้องลองครับ


Read More

เทคนิคการแต่งประโยค เราสามารถเลือกใช้ระดับของ”ความทั่วไป” ได้มากมายซึ่งให้ผลต่างกันขึ้นอยู่กับคนอ่านสามารถแปรรูปสิ่งที่ระบุชัดลงไปกลับมาเป็น”ความทั่วไป”ได้แค่ไหนด้วย

Ladder of Abstraction
abstract >> precise
ต.ย.เช่น
ผมเดินทางด้วยระบบการขนส่ง/ผมขึ้นยานพาหนะ/ผมปั่นจักรยาน/ผมขี่เสือมอบ/ผมกระโดดขึ้นสเปเชี่ยลไลส์อัลเลส

Read More

เมื่อคืนในบทเรียน”วิธีแต่งประโยค”อาจารย์ยกคำของเกอร์ทรูด สไตน์ที่บอกว่า “Why should a sequence of words be anything but a pleasure?” ผมคิดต่อว่าประโยคไหนที่จะสร้างความพอใจให้ผมได้มากที่สุด ไม่ใช่ “I love you” คิดต่อสิ อีกนิดนึง “I love you too” ต่างหาก เติมคำว่า “เหมือนกัน” ต่อท้ายเพิ่มมิติให้ประโยคนี้คือมันกลายเป็นประโยคที่เป็นปฏิกิริยา เพียงประโยคเดียวแต่เราจะสามารถอนุมานถึงประโยคที่เป็นกิริยาได้เองโดยอัติโนมัติ

Read More

ปีใหม่ปีนี้ผมตั้งใจจะอ่านงานเขียนของพุทธทาสวันละบทไม่ให้ขาดแม้แต่วันเดียวเพื่อเป็นอาหารทางจิตวิญญาณที่กำลังป่วยไข้อย่างหนักของผม สาเหตุที่เลือกงานของพุทธทาสคือถูกกับจริตของผมที่สุดอ่านแล้วไม่ทรมาน ถกเถียงท่านในใจหลายครั้งแต่พออ่านไปเรื่อยๆ ท่านจะสามารถทำให้ผมยอมจำนนได้ตลอด ท่านเขียนอย่างเปิดกว้างมาก และท่านมีความรู้กว้างขวางจริงๆ ที่สุดคนหนึ่ง

ตั้งแต่วันหยุดปีใหม่ผมอ่าน “แก่นพุทธศาสน์” วันละบททั้งเล่มมีสามบทก็จบวันนี้พอดี ในปกในของหนังสือเล่มนี้มีลายมือของผมเขียนด้วยปากกาซึ่งตอนนี้สีซีดแล้วว่า 16/4/40 เกือบ 15 ปีแล้ว เท่าที่จำได้ผมอ่าน “แก่นพุทธศาสน์” และ “คู่มือมนุษย์” ครั้งแรกตอนปิดเทอมใหญ่ปีหนึ่ง ไปนั่งอ่านที่วัดอุโมงค์หลังม.ช. ผมชอบขี่มอเตอร์ไซค์ไปเดินเล่นที่วัดนี้ ที่วัดมีห้องสมุด ในห้องสมุดจะมีเทปของพุทธทาสเยอะมาก ผมเข้าไปนั่งฟังแล้วติดใจเลยไปหาซื้อสองเล่มนี้มาอ่าน แต่ก็ไปนั่งอ่านที่วัดนั้นแหละ จำไม่ได้แล้วว่าทำไมผมถึงเข้าไปอ่านหนังสือที่วัดตอนนั้น แต่จำได้ว่าในวัดจะมีคำคมตามต้นไม้ แล้วก็รู้สึกชอบความร่มรื่นของต้นไม้แถวนั้น ช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงทำลายเด็ก(Coming of Age)ของผม คือสับสนระหว่างไปเที่ยวกับเพื่อน เล่นเกม เรียนหนังสือ เล่นดนตรี เล่นคอมจะเอาอะไรดีมันเยอะไปหมด หยุดประวัติศาสตร์ไว้เท่านี้ก่อน กลับมาที่ “แก่นพุทธศาสน์” ที่จริงหนังสือเล่มนี้พุทธทาสไม่ได้เขียน แต่เป็นการถอดเทปคำบรรยายสามครั้งที่เรียกรวมกันว่า “แก่นพุทธศาสน์” กลับมาอ่านอีกทีด้วยความรู้ศัพท์ทางพุทธศาสน์มากขึ้น เข้าใจอุปมาอุปมัยมากขึ้น

บทแรกชื่อ “ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา” ซึ่งสรุปได้ประโยคเดียวคือ “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสายะ” แปลว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

บทที่สองชื่อ “ความว่าง” คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ธรรมชาติเดิมแท้ของจิตก็คือสติปัญญา

บทที่สองชื่อ “วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง” ท่านอธิบายความว่าง เป็นสองลักษณะ คือ สิ่งทั้งปวงเป็นของว่างหนึ่ง และจิตที่ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงคือความว่างอีกหนึ่ง และท่านยังแนะนำการปฏิบัติใน 3 กาลคือ ตอนปกติ ตอนมีอารมณ์มากระทบ และตอนกำลังจะตาย สำหรับคนที่ไม่มีความรู้มากนักท่านแนะนำให้เวลาจะตายให้ “ตกกระไดพลอยกระโจน” ไปเลยคือไหนๆ ก็จะต้องตายแล้วให้ ตายไปแบบดับไม่เหลือเลยก็ได้

ผมรู้สึกเข้าใจมากกว่าการอ่านครั้งก่อนโน้นมากคือประโยคเช่น “กระทำโดยไม่มีผู้กระทำ” ตอนนั้นอ่านแล้วงงไม่มีบุคคลตัวเราของเรา อนัตตา อะไรแบบนี้ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนอ่านนิยายกำลังภายในตอนปรมาจารย์เตียซำฮง สอนเตียบ่อกี้มากกว่า มันไม่ค่อยเข้าใจ ผมสงสัยมานานแล้วว่าเหตุใดผมจึงชอบอ่านงานของเซ็นและเต๋า เพราะเซ็นและเต๋าถูกปลูกฝังเข้าไปสู่จิตของผมโดยไม่รู้ตัวขณะที่ผมอ่านงานของพุทธทาสตั้งแต่ตอนนั้น พอแก่ขึ้นมาอ่านวรรณกรรมของเต๋า เซ็น และงานวรรณกรรมทางจิตวิญญาณต่างๆ เลยติดใจมากเป็นพิเศษ

Read More

สาเหตุที่หาหนังสือเล่มนี้มาอ่านมีสาเหตุเดียวเลยจริงๆ คือดูหนังเรื่อง “Midnight in Paris” แล้วมันยังรู้สึกไม่อิ่ม เดินออกมาจากโรงหนังลิโด้ประมาณตอนบ่ายสองผมก็ก้าวฉับ ฉับ ฉับ ไปที่คิโนะคูนิยะที่สยามพารากอนมุ่งหน้าไปที่ชั้นวรรณกรรมของนักเขียนตัว “H” และภาวนาให้มันยังมี ‘A Moveable Feast’ และมันก็มีอยู่หนึ่งเล่มจริงๆ พลิกๆ หนังสือดูก่อนจะไปจ่ายสตางค์ตื่นเต้นมาก “เฮ้ย! ในหนังตอน 1920s มันเหมือนในหนังสือเล่มนี้เลยหนิ”

หนังสือเล่มนี้เฮมิงเวย์เขียนถึงเรื่องราวตอนที่เขาอาศัยอยู่ในปารีสยุค 1920s กับภรรยาและลูกชายตัวน้อยตอนนั้นเขายากจนมากๆ กินอาหารไม่ครบมื้ออดๆ อยากๆ แม้แต่หนังสือยังไม่มีเงินซื้อ กระทั่งเงินจะเช่ายืมหนังสือยังลำบาก แต่เขาก็โชคดีมากที่เจอ นักเขียน กวี และศิลปินที่เป็นชาวต่างชาติหลายคนที่มาอาศัยอยู่ในปารีสยุคนั้น เช่น ปิกัสโซ่, เกอร์ทรูด สไตน์, เจมส์ จอยซ์, เอฟ. สกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์  ฯลฯ และเขาก็ยังสามารถยืมหนังสือดีๆ ของนักเขียนรัสเซียและฝรั่งเศสได้จากห้องสมุดของ ซิลเวีย บีส เจ้าของร้าน Shakespeare and Company ตอนนั้นเฮมิงเวย์ยังไม่มีนิยายตีพิมพ์ เขากำลังเขียน “The Sun Also Rises” อยู่

หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกความทรงจำที่อ่านสนุกมากเขาแสดงให้เห็นถึงวินัยในการใช้ชีวิตของนักเขียนที่จริงจังกับงานเขียนมาก เขียนเล่าเรื่องต่างๆ ความสัมพันธ์กับเพื่อนนักเขียน กวี และศิลปิน หลายคน เฉพาะเรื่องเทคนิคการเขียนที่ผมพอจำได้คือ เฮมิงเวย์จะหยุดเขียนก่อนที่จะหมดเรื่องเขียนเพื่อว่าจากเขียนครั้งต่อไปเขาจะเริ่มได้เลยทันทีต่อจากที่หยุดไว้ และเมื่อหยุดเขียนเขาจะไม่คิดถึงงานอีกเขาจะให้จิตใต้สำนึกทำงานในขณะที่อ่านงานเขียนของคนอื่นๆ เท่าที่สังเกตเขาเป็นคนอ่านหนังสือแบบดูเรื่องเทคนิคการเขียนตลอดไม่ว่าจะเป็นการเขียนของดอสโตเยฟสกี้ที่เขารู้สึกว่าเขียนได้แย่มาก แต่ทำไมมันถึงได้กระทบอารมณ์เขามาก มีอยู่ตอนนึงเขาคุยเรื่องวรรณกรรมรัสเซียกับเพื่อนกวีเขาได้สนุกมาก เฮมิงเวย์มีความเชื่อหนึ่งที่เขาเรียกว่า “mot juste” คือมีคำเพียงคำเดียวเท่านั้นที่เป็นคำที่ถูกต้องที่จะใช้ (the one and only correct word to use) เท่าที่ผมเข้าใจคือในหนึ่งประโยคนั้นคำหลายคำที่สามารถเลือกมาใช้ได้นั้นจะมีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง ซึ่งดอสโตเยฟสกี้ทำให้ความเชื่อเขาสั่นคล่อนเพราะงานเขียนของดอสโตเยฟสกี้นั้นโดยเทคนิคสำหรับเขาจัดว่าแย่แต่มันก็ทำให้เขามีอารมณ์ร่วมในงาน

ยังมีเรื่องที่น้ำเสียงในบันทึกจริงจังมาก แต่ทำให้ผมขำมากคือเขาเล่าเรื่องของสกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ ไว้สามบทด้วยกันซึ่งสนุกทุกบท ในบทสุดท้ายเขาเล่าว่า สกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์บอกว่าเคยนอนกับเซลด้าภรรยาสุดรักของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น และเซลด้าก็บอกว่า “ร่างกาย” ของเขาไม่อาจจะทำให้ผู้หญิงมีความสุขได้เลย (เซลด้าเคยมีคนรักเป็นทหารเรือฝรั่งเศส) ฟิตซ์เจอรัลด์อยากให้เฮมิงเวย์ช่วยบอกตามความจริงหน่อยว่ามันเป็นอย่างไร เฮมิงเวย์พาฟิตซ์เจอรัลด์ไปสำรวจแล้วก็บอกว่าปกติ แต่ฟิตซ์เจอรัลด์ก็ยังแคลงใจ เฮมิงเวย์ก็เลยพาไปดูรูปปั้นต่างๆ ที่ลูฟวร์อีก ถึงอย่างนั้นฟิตซ์เจอรัลด์ก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีว่าเขาปกติ ทั้งหมดนี้เล่าด้วยน้ำเสียงแบบเฮมิงเวย์

เฮมิงเวย์บอกเขาเรียนรู้เรื่องงานเขียนจากภาพวาดของพอล เซซานน์เยอะมากแต่มันเป็นความลับแล้วก็จบอยู่แค่นั้น แบบนี้แหละมั้งคือสิ่งที่เฮมิงเวย์บอกว่าเขาพบทฤษฎีการเขียนอย่างหนึ่งคือ “คุณสามารถกั๊กอะไรก็ตามที่คุณรู้ตัวว่าคุณกำลังกั๊ก และสิ่งที่คุณกั๊กไว้จะทำให้งานเขียนคุณมีพลังขึ้น เพราะคนอ่านจะรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างที่เหนือไปกว่าความเข้าใจของพวกเขา”

Read More

- “ถ้ามองกันใน ‘แง่ของตรรกะ” จะเห็นได้ว่า อริยสัจแสดงรูปโครงทางตรรกะชั้นเลิศ คือ การตั้งคำถามอันสมบูรณ์ขึ้นมาในกรณีหนึ่งๆ อันเป็นโครงแห่งคำถามที่ว่า
ก. คืออะไร, ข. จากอะไร, ค. เพื่ออะไร, ง. โดยวิธีใด.
- การที่จิตทั้งหมดของเขายึดมั่นในผัสสะนั้น มันทำให้ความจริงถูกผัสสะนั้นบดบัง
- เวลา สถานที่ และประโยชน์ที่เหมาะสมนั้น คือคุณบทอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นในภพ
- ต้องมีการรู้อริยสัจก่อนเพื่อเป็นฐานแห่งการพ้นทุกข์

Read More

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมตื่นตีห้าครึ่ง นัดกับเพื่อนไว้หกโมงเช้าที่สตูฯ เราจะไปขี่จักรยานกันที่มวกเหล็ก สระบุรี ลุกจากเตียงทำภารกิจอย่างรวดเร็ว/ใส่/กางเกงจักรยานขายาว/เสื้อจักรยาน/กางเกงยีนส์/เสื้อยืดแขนยาว/ใส่ทับ/ถุงเท้า/รองเท้าวิ่งไนกี้แอร์/หมวกกันน็อค/เตรียม/ปลอกแขนแขนยาว/ถุงมือ/ครีต-รองเท้าจักรยานและเปิดตู้เย็นหยิบ/กล้วยหนึ่งลูก/น้ำผัก V8 หนึ่งขวด/ทั้งหมดใส่รวมถุงเดียวกัน/หยิบ/iPhone/แบตสำรอง/หลวงพ่อ iPod nano คล้องคอ/หูฟัง in-ear/เปิดประตู/เข็น/จักรยานออกจากห้อง/จากชั้นสิบของที่พัก/ถึง/สตูภายในสิบนาที ผมมาถึงพร้อมดก ปอมปั่นจักรยานเล่นรออยู่แล้ว ไม่นานพี่โจก็มาถึง เตรียมถอดล้อจักรยานดกใส่รถ สักพักนึงมีคุณแนนเพื่อนใหม่มาสมทบสรุปเรามีทั้งหมดห้าคนห้าคันเสือหมอบสี่เสือภูเขาหนึ่ง สโนว์เล็พพาร์ดของผมแขวนไว้บนแร็คท้ายรถ พี่โจขับวัวดำนำผมขับรถปอมตาม ไม่น่าเชื่อว่าเจ็ดโมงเช้าวันเสาร์ที่ถนนเพชรบุรีการจราจรยังติดขัดมากๆ อีกสามสิบนาทีต่อมาเราอยู่บนโทลเวย์แถวรังสิต ข้างทางบนโทลเวย์มีรถยนต์จอดหนีน้ำท่วมทิ้งไว้สาม-สี่คันหนึ่งในนั้นเป็นบีเอ็มดับเบิ้ลยูสภาพโดนชนเละ ระหว่างทางเจอรถเก๋งที่แขวนจักรยานสองคันไว้ท้ายรถแต่คงไม่ได้ไปที่เดียวกัน ถึงมวกเหล็กเกือบเก้าโมงทันเห็นตลาดตอนเช้าแถวนี้ ชอบตลาดแบบบ้านๆ แบบนี้เวลาอากาศเย็นๆ ยามเช้ามาก อากาศดีมากเป็นพิเศษเย็นสดชื่น ห่างกรุงเทพฯ เพียงร้อยกว่ากิโลเมตรผมก็ได้เจอหน้าหนาวจริงๆ จากมวกเหล็กพวกเราต้องไปจอดรถที่ไร่องุ่นปภัสรา ระหว่างทางไปไร่อากาศดีมาก ขับรถผ่าน”อุโมงค์ต้นไม้” “ทางพิศวง” ขณะขับรถผ่านมารู้สึกชอบเส้นทางมากแต่พอคิดว่าจะต้องปั่นขึ้นด้วยกำลังขาก็หวั่นใจอยู่เหมือนกัน ถึงไร่องุ่นจอดรถ ลงจากรถหายใจเต็มปอดสดชื่นมากจริงๆ ผมแปลงร่างเป็นมนุษย์จักรยานเหมือนซุปเปอร์แมนถอดกางเกงยีนส์ออกแล้วเป็นจักรยานแมน ต้องเตรียมร่างกายก่อนปั่น ฉี่ ดื่มน้ำผักที่เหลือนิดหน่อยเพราะจิบมากเรื่อยๆ ระหว่างทาง ดื่มต่อจนหมด กินพายองุ่นที่คอฟฟี่ช็อปของไร่องุ่นฯ ไปสองชิ้น และพกใส่กระเป๋าจักรยานไว้อีกสองชิ้น พร้อมแล้วก็ออกปั่นกัน ผมรั้งท้ายช่วงแรกเพราะเจอไร่ทานตะวันสวยมากเลยต้องหยุดปั่นแล้วท้ายรูปไว้ก่อน soundtrack ประกอบการปั่นวันนี้คือ Physics of the Future ของ Michio Kaku ตอนปั่นจักรยานผมชอบฟัง”หนังสือเสียง”วิทยาศาสตร์ ก่อนมาผมไม่ได้ศึกษาเส้นทางเลยปล่อยให้เป็นหน้าที่คนอื่นผมมาปั่นอย่างเดียว คิดว่ามาปั่นตามไปเรื่อยๆ ไปไหนก็ไป ดกกับพี่โจมีแผนที่ แต่เจอแยกแรกก็เหมือนจะหลงเสียแล้ว ระหว่างเขาหยุดดูแผนที่กัน ผมหยิบ iPhone เปิดโปรแกรม Cyclemeter กด Start Tracker ดูสิว่าวันนี้เราจะผ่านอะไรเส้นทางไหนบ้าง ปั่นกันไปเรื่อยๆ เจอเนินยาวๆ หนึ่งเนินก็พอไหวนะไม่เท่าไหร่ แต่ลมแรงมากๆ จักรยานวิ่งเอียงซ้ายเพราะลม ถึงแยกทีไรพวกเราต้องหยุดถามเส้นทางจากชาวบ้านคนในพื้นที่ทุกครั้ง ผมพยายามดื่มน้ำเรื่อยๆ เพราะกลัวตะคริวกิน ผ่านระยะยี่สิบกิโลเมตร หน้าปัดนาฬิกาก็บอกเวลาสิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว ผมกับปอมถึงสี่แยกก่อนคนอื่นเลยจอดรอ ระหว่างรอผมก็ปั่นช้าๆ สำรวจดูป้ายแถวสี่แยกว่าแยกไหนมันไปไหนบ้าง มองป้ายเพลินไปหน่อยสะดุดหินก้อนใหญ่จักรยานคว่ำไม่เป็นท่า ภาพขณะจักรยานคว่ำเหมือนภาพสโลว์โมชั่นประสาทรับรู้ของผมเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ผมสลัดคลีดหลุดได้ข้างนึงแต่ยังติดอยู่อีกข้างนึง มือกระแทก ตัวไถล โซ่หลุด ถีบจักรยานกระเด็นไปอีกทาง คลีตอีกข้างหลุด โชคดีใส่ถุงมือและเสื้อแขนยาวไว้ ถุงมือถลอกเป็นขุย ฝ่ามือและข้อศอกระบม คลุกฝุ่นไปแถบนึงทั้งตัว เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจนกว่ามันจะเกิดขึ้นเพราะฉะนั้นอย่าประมาท เอาโซ่ใส่เข้าที่ตามเดิม จักรยานไม่เป็นไรมาก ปัดฝุ่นสีแดงออกจากชุดเสร็จพี่โจกับคุณแนนตามมาถึงพอดี พวกเราเลยแวะกินข้าวเที่ยงกันที่ร้านข้างทาง โดยไม่มีแผนการใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบ ร้านที่พวกเราแวะเป็นร้านบ้านๆ ส่วนตัวผมชอบการกินการมาง่ายๆ เสี่ยงๆ แบบนี้มากกว่าทำทุกอย่างตามแผนตามไกด์บุ๊คทุกอย่างมันมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวามากกว่า ป้ายของร้านเขียนว่าร้าน”สเต็ก กาแฟ” จอดจักรยานพิงต้นไม้หน้าร้าน ถอดเสื้อถอดหมวก ผมดูเมนูที่แปะไว้ที่เสาของร้าน สอบถามเจ้าของร้านว่ามีเห็ดมั้ย ไม่มี ไม่เป็นไร ผมก็สั่งข้าวผัดอเมริกันมังสวิรัติ กาแฟร้อน และไข่กระทะมังสวิรัต แต่ไข่กระทะก็กลายเป็นไข่ดาวธรรมดานี้เองเพราะเป็นมังสวิรัตต้องเอาเครื่องทุกอย่างออกหมด แต่ก็อร่อยดี กินเสร็จเจ้าของร้านคู่สามี-ภรรยาขอถ่ายรูป ถ่ายไปเยอะมาก เขาบอกเขาชอบจักรยานมาก ขอถ่ายคู่พวกเราทุกคนเขาจะเอาไปลง facebook น่ารักดี จากนั้นพวกเราออกปั่นต่อ ผมรั้งท้ายตามเดิมเพราะมั่วกลับมาหาชิ้นส่วนของ Arrow-Bar ที่หลุดหายไปตอนล้มอยู่หาอยู่สักสาม-สี่นาทีสรุปหาไม่เจอ ออกปั่นต่อกว่าจะปั่นตามกลุ่มทันก็เห็นพี่โจกับคุณแนนลงเข็นจักรยานขึ้นเขาแล้วผมก็ปั่นแซงไปปวดขามากๆ ปั่นขึ้นเขาความเร็วช้ากว่าเดินเสียอีก แซงได้มาหน่อยไม่ไหวน่องจะแตกลงเข็นมั้งดีกว่า รู้สึกว่าจะเร็วปั่นอีก กำลังจะถึงยอดพอดีดกขี่กลับมาดู ทำท่าควักมือถือออกมาถ่ายรูป ผมก็โดดขึ้นจักรยานปั่นต่อทันที ไม่ยอมให้มีภาพเข็นจักรยานขึ้นภูเขาเด็ดขาด พ้นจากยอดเนินเขานี้เป็นขาลงเขาผมปล่อยจักรยานลงไม่มีเบรกปั่นสุดฤทธิ์ ความเร็วเท่าไรไม่รู้เพราะ ไม่ได้ติดแม่เหล็กไว้ที่ล้อ แต่ใช้จานใหญ่ก็ยังรู้สึกเบามาก เรียกว่า”ร่อน”ลงเขาก็ได้มันมาก ผมก็ปั่นๆ ไปเรื่อยๆ คราวนี้นำมาคนเดียวมาหยุดรอที่สี่แยกอีกเพราะไม่รู้ว่าต้องไปทางไหนต่อ สักพักนึงปอมก็โผล่มา รอนานแล้วอีกสามคนยังไม่มา นานหลายนาทีกว่าจะมาถึง เมื่อทุกคนมาถึงแยกนี้ ผมออกตัวก่อนเพราะติดใจการลงเขามาก อยากให้ถึงขาลงเขาอีก เราค่อยๆ ไต่ขึ้นเนินเล็กเนินน้อยเรื่อยๆ มาเรื่อยๆ จนเห็นกังหันใหญ่เหมือนเป็นรีสอร์ทอะไรสักอย่างดูพื้นที่แห้งแล้งมันสีเหลืองบริเวณรีสอร์ทกับสีเขียวของภูเขาตัดกันมาก ตรงนี้ทำเลค่อนข้างดีวิวสวยแต่ภูเขาดูเหมือนจะค่อยๆ ถูกถางไปอย่างน่าเสียดาย ทำไมรีสอร์ทที่ทำการตกแต่งเยอะๆ ถึงได้รับความนิยมนะ? มันเหมือนพยายามจัดที่จัดทาง setup มากกว่าปล่อยให้สวยงามหรือรกรุงรังตามธรรมชาติ รสนิยมปฏิเสธความจริงตามธรรมชาติความสกปรกโดยธรรมชาติแบบนี้หรือเปล่าคือที่รสนิยมที่มิลาน คุนเดอราเรียกไว้ใน “ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต” ว่า Kitsch? ที่ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปลเป็นภาษาไทยว่า “รสนิยมสาธารณ์” ผมหยุดจักรยานรอคนที่เหลือที่นี้ปอมแซงไปแล้วดกและคุณแนนตามมาถึงแวะซื้อน้ำเกลือแร่ที่นี่ ดกบอกพี่โจแยกไปอีกทางซึ่งสั้นกว่าแล้ว ปั่นต่อไปเรื่อยๆ จนถึงอีกแยกคราวนี้จะขึ้นเขาอีเหลอแล้วก็ปั่นไปเรื่อยๆ จนถึงยอดเขา ขาลงมันมากๆ ผมไม่เบรกเลยเพราะเสียดายความเร็วที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก พยายามเอาให้เร็วที่สุดเท่าที่เร็วได้ ตอนเด็กๆ ชอบการขี่จักรยานลงเนินมาก โตมาจนป่านนี้ก็ยังชอบอยู่ ถนนเรียบๆ จักรยานพุ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ มีความสุขมาก เห็นดกจอดจักรยานอยู่ข้างทาง ตะโกนถามไปว่า ” เป็นไรวะ?” ไม่ได้รอคำตอบเพราะจักรยานผมยังพุ่งต่อไปเรื่อยๆ ยังไม่หมดทางลงผมก็ไม่หยุด หยุดไม่ได้เสียดาย ผมมาหยุดรอดก จนมันปั่นแซงไป ผมก็ปั่นตามจนถึงแยกพร้อมๆ กับดก ไอ้ดกถึงบอกว่าเมื่อกี้มันล้ม แต่ดูแล้วคงไม่เป็นไรมากก็มันยังปั่นต่อได้ เราก็เลี้ยวไปมวกเหล็กต่อ เจอคุณแนน ปอม และใครอีกคนยืนอยู่ อ้าวพี่โจนั่นเอง มาได้ยังไง ทางไหนทำไมถึงก่อนเรา สรุปว่ามันมีทางลัดไม่ต้องข้ามเขาอีเหลอพี่โจมารออยู่แล้ว เราก็ปั่นกันไปต่อเรื่อยๆ จนถึงแยกไปน้ำตกเจ็ดสาวน้อย ซึ่งผมกับปอมปั่นแซงคนอื่นมันนั่งรอกันที่แยกนี้

ที่น้ำตกเจ็ดสาวน้อยนี้ผมเคยมีความหลังคือเมื่อยี่สิบกว่าพี่ก่อนครอบครัวของผมพ่อ แม่ และน้องชายของผม ตอนนั้นน้องสาวยังไม่เกิดเลย มาเที่ยวมวกเหล็กเล่นน้ำตกเจ็ดสาวน้อย ตอนกลางวันพ่อกับผมและน้องเล่นน้ำตกกันตอนนั้นผมยังไม่ถึงสิบขวบเลยน่าจะสักป.2 – ป.3 พ่อพามาพักที่ไร่กุสุมาและเรากะจะค้างกันที่นี่ บ้านพักที่ไร่นี้มีกะลาต้นเฟิร์นห้อยๆ แขวนอยู่ ตอนนั้นละครเรื่องกระสือกำลังดังผมยังเด็กก็คิดว่าไอ้กะลาแขวนๆ นี้มันเหมือนกระสือมาก ตกกลางคือเลยบอกพ่อกับแม่ว่า เห็นกระสือซึ่งก็คือต้นเฟิร์นนี้แหละ พ่อผมก็กลัวสิครับ ปลุกน้อง พาแม่ พาผม ขึ้นรถขับหนีผีกระสือต้นเฟิร์นอย่างรวดเร็วไปนอนที่โรงแรมปากช่องแทน เป็นทริปหนีผีที่ผมไม่มีวันลืมเลย เพราะผมเป็นคนสร้างเรื่องผีกระสือเอง แต่พ่อก็เชื่อ พ่อเป็นคนกลัวผีมากเพราะพ่อบอกว่าเคยเจอของจริง

ตัดกลับมาสู่การปั่น พอทุกคนถึงแยกเราดูแผนที่กันแล้วก็ตกลงกันว่าจะไปถึงที่เลยโดยไม่หยุดแล้ว ทุกคนออกตัว ระหว่างทางน้ำผมหมด ผมแวะซื้อน้ำ ทุกคนเลยแซงไปหมดยกเว้นพี่โจยังไม่เห็น ผมขี่ไปจนถึงมวกเหล็กเห็นคุณแนนจอดรถจักรยานรออยู่ คุณแนนบอกว่าพี่โจโทรมาบอกว่าปวดหลังขี่ต่อไม่ไหวแล้วให้กลับไปเอากุญแจรถที่พี่โจแล้วค่อยแวะกลับมารับทีหลัง ผมปั่นกลับไปเอากุญแจรถที่พี่โจ กลับมาอีกทีทุกคนคงไปไกลแล้ว ในหัวตอนนี้มีเสียงคำถาม “เมื่อไรมันจะถึงอุโมงค์ต้นไม้วะ?” ส่วนเสียงในหูฟังต้องนี้เป็นการตัดต่อพันธุกรรมสร้างโคลนนิ่งสร้างหุ่นยนต์ใน Physics of the Future ผมก็คิดว่า นักวิทยาศาสตร์พยายามสร้างหุ่นที่เลียนแบบมนุษย์ให้ได้มากที่สุด และในหนังและนิยายหลายเรื่องเราก็ถูกหุ่นยนต์ทำลายหรือว่าพระเจ้าสร้างเราจริงๆ แต่เราฆ่าพระเจ้าตายไปแล้วผมก็เพ้อเจ้อไปเรื่อย ตลอดทางไปอุโมงค์ต้นไม้นี้ปวดขามากๆ เห็นรถกระบะขับผ่านผมอยากจะเกาะไปมาก iPhone แบตเหลือ 20% หยิบ ชาร์จเจอร์มาเสียบ หรืออากาศเย็นแต่แดดสี่โมงก็แรงพอสมควรก็น้ำหมด ผมหมดแรงค่อยๆ เอาพายมากินหมดทีละชิ้น ปั่นไปสักพักปวดน่องมาก ขึ้นเขาอย่างโดดเดี่ยว เข้าเกียร์เบาที่สุดคิดว่าเบากว่านี้ได้มั้ย ก็กดคันเกียร์ซ้ำๆ มันก็ไม่เบาขึ้น จะถึงกี่โมง หกโมงจะถึงมั้ย จนถึงที่นึงที่ชันมากๆ กะว่าจะหยุดพักแป๊บนึงสลัดคลีตออกข้างนึงกำลังจะสลัดอีกข้างนึง แล้วจักรยานก็ค่อยๆ เอียงไปทางซ้ายและคว่ำลงไปข้างทางในที่สุด ที่หนักกว่าคือคว่ำลงตรงดงหมามุ่ยพอดี “กูเลือกที่คว่ำได้ใจมาก” ลุกขึ้นมาปัดเศษหมามุ่ยออกต้องค่อยๆ แกะออกทีละชิ้น ผมพยายามจะขึ้นจักรยานด้วยความทุลักทุเลมาก ต้องใช้ความพยายามหลายครั้งมาก เพราะมันทรงตัวไม่ได้ เสียบคลีตไม่เข้า พอขึ้นได้ปั่นด้วยความเร็วประมาณเด็กหัดคลาน ปั่นต่ออีกนิดเจอไอ้ดก ตกใจระคนดีใจ “เฮ้ย! กูทันมันได้ไงเนี่ย ความช้าประมาณทาก แปลว่ามันทากกว่า” ผมคิดในใจ ขึ้นเขานี้ใช้เวลานานมาก คิดว่าถ้านี้ไม่ใช่เนินสุดท้ายนี้จะลงอานแล้วเข็นขึ้นเอาแล้ว และแล้วก็มาถึงเวลาที่รอคอยมาแสนนาน “ขาลง” “happy hours” มาถึงแล้ว ลงเนินแรก ผมสับจานหน้าไปเฟืองใหญ่ แล้วเหตุการณ์คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น โซ่หลุด! ระหว่างสับจานขณะลงเขานั่นแหละ แต่เรื่องอะไรผมไม่หยุดหรอก ผมไม่อยากหยุดผมปล่อยให้มันร่อนดิ่งลงไปทั้งๆ ที่โซ่ยังหลุดอยู่แบบนั้นถึงทางราบแล้วผมถึงใส่โซ่ จากนั้นกันเริ่มมีแรงปั่นขึ้นลงๆ อีกหลายครั้งแต่ไม่โหดเท่าที่ผ่านมาขนมสองชิ้นสุดท้ายที่ไอ้ปอมฝากไว้ถูกลำเลียงเข้าปาก มีแรงขึ้นอีกครั้ง เช็คแบตโทรศัพท์ประจุขึ้นมาเป็น 80% ถอดชาร์จเจอร์ออก โทรศัพท์แบตเพิ่มแต่แรงคนหมดไปอย่างรวดเร็ว ราวเทน้ำใส่ถังมี่มีรูรั่ว แต่ก็กัดฟันปั่นต่อ ตะคริวจะมามั้ยน้ำหมดขวดไปแล้ว แต่อีกไม่นานผมก็เจอป้าย “อุโมงค์ต้นไม้” พระเจ้า! ในที่สุด ไม่อยากจะเชื่อ! รอยยิ้มปรากฎบนใบหน้าโดยอัตโนมัติแม้ไม่มีใครเห็น หยุดถ่ายรูปป้ายเสียหน่อย ก่อนปั่นเร่งสปีดสปินเต็มที่แบบไม่กลัวตะคริว ไม่กลัวคว่ำ แซงหมด ทุกอย่างที่ขวางหน้า ผ่านมอเตอร์ไซค์ มาหลายคัน อากาศเย็นสบายสุดๆ ขึ้นๆ ลงๆ แบบใช้แรงนิดเดียว ออกจากอุโมงค์ต้นไม้มาสดชื่นมาก กลับสู่ความเร็วปกติ แต่ไม่รู้แรงมาจากไหนสามารถสปินต่อไปเรื่อยๆ จู่ความเหนื่อยก็หายไป คิดว่าเพราะออกซิเจนและความสุขที่ได้”ร่อน”ผ่านอุโมงค์ต้นไม้มอเตอร์ไซค์ค่่อยๆ แซงเรากลับไปทีละคัน ตอนนี้ปั่นแบบเบาๆ ทางเรียบชิวๆ ข้างทางยามเย็นประมาณห้าโมงทุ่งทานตะวันสวยมากไม่นานก็กลับมาถึงไร่องุ่นฯ จอดจักรยานพิงไว้ ไปซื้อน้ำองุ่นและขนมที่ร้านของไร่ จัดเก็บจักรยานใส่รถเข้าแร็คปอมขับนำดกไปรับพี่โจที่ร้านกาแฟ ก่อนกลับแวะกินข้าวที่ฟาร์มโชคชัยไม่ค่อยมีอะไรที่เรากินได้ ก็สั่งสลัดกับข้าวผัดไข่ดาว วันนี้กินไข่ไปเยอะมาก 5 ฟองเห็นจะได้ แยกย้ายกับผมขับรถมากับปอมตรงดิ่งเข้ากทม.ผ่านรังสิตเห็นซากหลงเหลือของน้ำท่วมขยะเป็นเนินเขา แต่ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ฟื้นตัวแล้วถึงอพาร์ตเมนต์สามทุ่มปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว แทบไม่อยากขยับตัว

ที่สุดของทริปนี้คือการร่อนเข้าอุโมงค์ต้นไม้ เพราะก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทีผมแทบจะถอดใจแล้ว แต่พอเข้าอุโมงค์ด้วยความสนุกในการร่อนและอากาศที่สดชื่นมากทำให้หายเหนื่อยไปเลย กลับมาเป็นศพอีกทีก็ตอนถึงเตียงแล้ว เราขี่กันแบบไม่มีรถตาม ไม่มียางเปลี่ยน ไม่มีเกาะกลุ่ม ต่างคนต่างปั่น โคตรไม่สามัคคี ผมล้มไปแบบโง่ๆ สองทีเพราะสะดุดหินหนึ่งทีเพราะคลีตติดหนึ่งที ไอ้ดกล้มไปหนึ่งทีเพราะความซ่า แต่ปลอดภัยเพราะหมวก ถุงมือ สรุปโคตรมันครับ

Read More

แด่คำสัญญาเมื่อเช้า

เวลาที่ใครคนหนึ่งให้คำมั่นสัญญาอะไรกับใครคนหนึ่งอย่างจริงจัง คนคนนั้นมักจะมีเครื่องหมายสำคัญแทนคำสัญญานั้น

แล้วส่วนใหญ่โดยมากก็จะใช้แหวน
แต่สำหรับพี่แหวนทั่วไปใส่แล้ววันหนึ่งก็อาจต้องถอดแล้วหลงลืมได้

แต่พี่ก็มีทางออกแล้วละ

พี่คิดว่าที่ใช้แหวนของดวงดาวดีที่สุด
ตราบใดที่แหวนรอบดวงดาวนั้นยังคงอยู่
คำสัญญาก็จะถูกรักษาไว้ตราบนั้น

เมื่อมองท้องฟ้ายามดึกดื่นทุกครั้ง
พี่ก็จะระลึกย้ำเตือนถึงคำมั่นที่ให้ไว้
ไม่สามารถลืมได้เลย

Read More

สำหรับเธอ
ฉันขอเพียงเป็นดาวตก ที่หวังให้เธอได้สมปรารถนา
และแม้ว่าความปรารถนานั้น ฉันสามารถให้แก่เธอได้ ฉันจะทำ

หากไม่แล้ว…
แค่เป็นเพียงสายแห่งแสงพาดผ่านท้องฟ้าในราตรีที่เงียบงันของเธอก็พอ

Read More